แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
น้องๆ หลายคนเริ่มเขียนวิทยานิพนธ์ด้วยใจที่ไฟแรงมากครับ แต่พอทำไปสักพักกลับเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังแบกตู้เย็นขึ้นบันไดเจ็ดชั้น ทั้งหนัก ทั้งเหนื่อย และไม่รู้จะวางตรงไหนก่อนดีครับ
ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดไม่ใช่เพราะน้องๆ ไม่เก่งนะครับ แต่เป็นเพราะ “ไม่รู้จะเริ่มยังไง” “จัดลำดับงานไม่เป็น” และ “ปล่อยให้ทุกอย่างกองรวมกันจนเครียด” ครับ
บทความนี้พี่จะพาน้องๆ ไปดู 11 เทคนิคเขียนวิทยานิพนธ์แบบใช้งานได้จริง อ่านง่าย เข้าใจไว และเอาไปใช้ได้ทันทีครับ
1) เริ่มก่อนเวลา อย่ารอให้เดดไลน์มาจับคอครับ
วิทยานิพนธ์ไม่ใช่งานที่ทำคืนเดียวแล้วจบเหมือนการบ้านหน้าห้องนะครับ งานนี้ต้องใช้เวลาในการค้นคว้า เขียน แก้ และเช็กความถูกต้องหลายรอบมาก
พี่แนะนำว่าให้เริ่มเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ครับ เพราะยิ่งเริ่มไว น้องๆ จะยิ่งมีเวลาคิด มีเวลาแก้ และมีเวลาพักสมองโดยไม่ต้องทำหน้าเหมือนเครื่องพิมพ์ที่กระดาษติดครับ
2) ตั้งเป้าหมายและเดดไลน์ให้ชัดครับ
ถ้าไม่มีเป้าหมาย งานจะไหลเหมือนน้ำไม่มีเขื่อนครับ วันนี้เขียนนิด พรุ่งนี้คิดหน่อย มะรืนค่อยเครียด สุดท้ายงานไม่เดิน
พี่แนะนำให้แบ่งเป้าหมายเป็นรายสัปดาห์หรือรายวัน เช่น
- วันนี้หางานวิจัย 5 เรื่อง
- พรุ่งนี้เขียนบทนำ 1 หน้า
- สัปดาห์นี้สรุปกรอบแนวคิดให้เสร็จ
พอมีเป้าหมายชัด งานจะเดินเป็นขั้นเป็นตอน และน้องๆ จะเห็นความคืบหน้าของตัวเองแบบไม่ต้องเดาเอาครับ
3) สร้างตารางเวลาให้ชีวิตไม่พังครับ
วิทยานิพนธ์ไม่ได้กินเวลาว่างอย่างเดียวครับ มันชอบแทรกเข้ามาในทุกส่วนของชีวิต ถ้าไม่วางตารางให้ดี งานอื่นจะพังตามไปด้วย
ลองดูนะครับว่าช่วงไหนของวันที่น้องๆ สมองใสที่สุด แล้วค่อยเอาเวลานั้นไปใช้กับงานเขียน เช่น เช้าไว้คิด โครงบ่ายไว้ค้นข้อมูล เย็นไว้จัดรูปเล่ม
ตารางเวลาที่ดีไม่ได้ทำให้ชีวิตตึงนะครับ แต่มันช่วยให้ชีวิตไม่หลุดโค้งแบบรถไม่มีเบรกครับ
4) แบ่งงานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่จัดการได้ครับ
อย่าพยายามกินช้างทั้งตัวในคำเดียวครับ วิทยานิพนธ์มีหลายส่วนมาก ทั้งบทนำ ทบทวนวรรณกรรม วิธีวิจัย ผลการวิจัย และสรุปผล
พี่แนะนำว่าให้แบ่งงานออกเป็นงานย่อย ๆ เช่น
- หาเอกสาร
- อ่านและจดโน้ต
- เขียนทีละหัวข้อ
- ตรวจคำผิด
- ปรับตามอาจารย์ที่ปรึกษา
พอแบ่งงานเล็กลง สมองจะไม่ตื่นตูม และเริ่มทำงานได้จริงครับ
5) หา “รูทีนการเขียน” ที่เข้ากับตัวเองครับ
บางคนเขียนตอนเช้าแล้วหัวแล่นเหมือนรถแข่งครับ บางคนดึก ๆ ถึงจะคิดออก บางคนต้องมีเพลงเบา ๆ บางคนต้องเงียบสนิทเหมือนห้องสอบ
พี่แนะนำให้ทดลองหลายแบบ แล้วดูว่าแบบไหนทำให้เขียนได้ต่อเนื่องที่สุดครับ
อาจจะเป็นการเขียนวันละ 1 ชั่วโมง
หรือเขียนวันละ 2 บล็อกสั้น ๆ
หรือใช้เทคนิคจับเวลา 25 นาทีพัก 5 นาที
ถ้ารูทีนดี งานจะไม่ใช่เรื่องทรมาน แต่จะกลายเป็นนิสัยที่พาให้งานเดินครับ
6) พักสมองบ้าง อย่าฝืนจนสมองไหม้ครับ
การพักไม่ใช่การขี้เกียจนะครับ มันคือการชาร์จแบตให้สมองกลับมาทำงานต่อได้
ถ้านั่งเขียนนานเกินไป สมองจะเริ่มอ่านออกแต่ไม่เข้าใจ เขียนออกแต่ไม่สวย และแก้ไปแก้มาก็เหมือนยิ่งแก้ยิ่งงงครับ
ลองพักสั้น ๆ ระหว่างทำงาน เดินยืดเส้น เปลี่ยนอิริยาบถ หรือออกไปหายใจรับอากาศบ้างครับ งานวิจัยจะไม่รักคนที่ฝืนจนล้ม แต่มันชอบคนที่จัดการตัวเองได้ดีครับ
7) รับคำติชมให้ไว จะได้ไม่แก้ผิดทางครับ
งานวิทยานิพนธ์ไม่ใช่หนังสือที่ต้องเดาเอาเองทุกอย่างครับ พี่แนะนำให้น้องๆ ส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษา หรือให้คนที่มีประสบการณ์ช่วยดูตั้งแต่เนิ่น ๆ
เพราะถ้าเขียนไปไกลแล้วค่อยรู้ว่าทิศทางผิด การแก้จะเหนื่อยกว่าการเริ่มใหม่บางส่วนเสียอีกครับ
ฟีดแบ็กดี ๆ ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ และยังช่วยให้งานดูแข็งแรงขึ้นด้วยครับ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกมึนๆ หรืออยากหาคนช่วย [รับทำวิจัย] แบบมืออาชีพ ที่การันตีผลงาน ทักหาพี่ได้เลยนะครับ
8) จัดระเบียบข้อมูลให้ดี งานจะไม่หายกลางทางครับ
งานวิจัยที่ดีต้องมีระบบครับ ไม่ใช่เปิดไฟล์ไปเรื่อยจนสุดท้ายจำไม่ได้ว่าอันไหนคือเวอร์ชันจริง อันไหนคือไฟล์แก้ล่าสุด
พี่แนะนำให้แยกโฟลเดอร์ให้ชัด เช่น
- เอกสารอ้างอิง
- บทที่ 1
- บทที่ 2
- บทที่ 3
- ไฟล์ส่งอาจารย์
- ไฟล์แก้ไขล่าสุด
ถ้าจัดระเบียบดี น้องๆ จะไม่ต้องมานั่งหาไฟล์เหมือนเล่นเกมล่าสมบัติครับ
9) อย่ากลัวที่จะขอความช่วยเหลือครับ
หลายคนติดนิสัยว่าต้องทำคนเดียวถึงจะเก่งครับ แต่ความจริงคือ งานวิทยานิพนธ์ไม่ใช่สนามโชว์เดี่ยว มันคือสนามที่ต้องใช้ทีมเวิร์กพอสมควร
ถ้าติดตรงไหน ให้ถามครับ อย่าปล่อยให้ความไม่แน่ใจสะสมจนกลายเป็นความเครียด
หัวหน้างาน เพื่อนรุ่นพี่ หรือผู้เชี่ยวชาญ สามารถช่วยชี้ทางลัดที่ถูกต้องได้มากกว่าการนั่งมึนอยู่คนเดียวทั้งคืนครับ
10) จดจ่อกับคำถามวิจัยให้แน่นครับ
นี่คือหัวใจของทั้งเล่มเลยครับ ถ้าคำถามวิจัยไม่ชัด งานทั้งชิ้นจะเริ่มเบี้ยวได้ง่ายมาก
พี่แนะนำให้น้องๆ กลับมาถามตัวเองเสมอว่า
“เรากำลังตอบอะไรอยู่”
“งานนี้ต้องการรู้อะไรจริง ๆ”
“เนื้อหาที่เขียนช่วยตอบคำถามวิจัยไหม”
ถ้าตอบไม่ได้ งานจะไหลออกนอกเรื่องแบบรถที่ล้อไม่ตรงทางครับ
11) จำไว้ว่า “การแก้ไข” คือส่วนหนึ่งของงานครับ
อย่าท้อถ้าเขียนครั้งแรกแล้วยังไม่ดีครับ ไม่มีใครเขียนวิทยานิพนธ์ครั้งเดียวแล้วเป๊ะตั้งแต่หน้าแรกหรอกครับ
การแก้ไขไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่เก่ง แต่เป็นสัญญาณว่าเรากำลังทำงานให้ดีขึ้นครับ
ยิ่งน้องๆ ยอมรับการแก้ได้ไว งานก็จะยิ่งคมและน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ
มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)
พี่เคยเจอเคสหนึ่งครับ น้องคนหนึ่งเขียนวิทยานิพนธ์เก่งมาก แต่ปัญหาคือเขาไม่แบ่งงานเป็นส่วน ๆ ทำให้เขียนไปเรื่อยแบบไม่มีระบบ สุดท้ายบทที่ 2 ลอย บทที่ 3 หลุด และบทสรุปก็มาหนักตอนท้ายครับ
พี่เลยให้เขากลับไปทำ 3 อย่างก่อน คือ
- เขียนคำถามวิจัยให้ชัด
- แบ่งงานเป็นรายวัน
- ส่งตรวจทีละส่วน ไม่รอให้ครบทั้งเล่ม
แค่เปลี่ยนวิธีทำงาน งานก็เริ่มเดินทันทีครับ และนี่แหละคือบทเรียนสำคัญที่พี่เห็นซ้ำ ๆ มาตลอด 15 ปี คือคนที่สำเร็จไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดเสมอไป แต่เป็นคนที่ “จัดระบบตัวเองได้ดีที่สุด” ครับ
อีกเทคนิคลับที่พี่ชอบใช้คือ “เขียนแบบไม่ต้องสวยก่อน” ครับ เขียนเอาเนื้อให้ครบก่อน แล้วค่อยกลับมาเกลา เพราะถ้าพยายามให้สวยตั้งแต่ประโยคแรก สมองจะชะงักและไม่ยอมเดินต่อครับ งานวิทยานิพนธ์ไม่ใช่ประกวดงานคัดลายมือ แต่เป็นงานที่ต้องมีเหตุผลและความชัดเจนครับ
สรุป
ถ้าน้องๆ อยากเขียนวิทยานิพนธ์ให้ผ่านไว ต้องเริ่มให้เร็ว วางแผนให้ชัด และแบ่งงานให้เล็กลงครับ
อย่าลืมพักสมอง รับฟีดแบ็ก และจัดระเบียบข้อมูลให้เป็นระบบครับ
ที่สำคัญที่สุดคืออย่ากลัวการแก้ไข เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการทำให้งานดีขึ้นครับ
ทำทีละขั้น ไม่ต้องรีบ แต่ต้องต่อเนื่อง แล้วงานจะไปถึงเส้นชัยได้ครับ
งานวิทยานิพนธ์อย่าปล่อยให้ปวดหัวครับ ให้พี่ช่วยวางแผน เขียน และแก้ให้เป็นระบบได้ครับ
FAQ: คำถามที่คนชอบถามบ่อยครับ
พี่แนะนำให้เริ่มทันทีที่รู้หัวข้อและกรอบงานคร่าว ๆ ครับ ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีเวลาปรับแก้และลดความเครียดตอนท้ายครับ
เริ่มจากคำถามวิจัยและโครงสร้างบทที่ 1 ก่อนครับ เพราะสองส่วนนี้จะเป็นเข็มทิศให้ส่วนอื่นเดินตามได้ง่ายขึ้นครับ
ไม่แนะนำครับ เพราะจะทำให้เหนื่อยเกินไปและคุณภาพตก พี่แนะนำให้แบ่งเป็นตอน ๆ จะคุมงานได้ดีกว่าครับ
อย่าเพิ่งท้อครับ ให้แยกประเด็นที่ต้องแก้เป็นข้อ ๆ แล้วทยอยจัดการทีละส่วน จะช่วยให้ไม่สับสนและไม่พลาดครับ
ต้องมีตารางเวลา พักให้พอ และฉลองความคืบหน้าเล็ก ๆ ของตัวเองบ้างครับ งานใหญ่จะไปต่อได้ถ้าใจไม่ล้าเกินไปครับ