💡 กำลังหาข้อมูลทำวิจัยอยู่ใช่ไหม? อ่านบทความนี้จบ ทำตามได้เลย!
แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
📋 ประเมินราคาวิจัย (ฟรี)

สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน! สภาพตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ? นั่งจมกองเอกสารจนจะโดนทับตายหรือยัง? พี่เข้าใจดีครับว่าบทที่ 2 มันคือการรวบรวมข้อมูลมหาศาล แต่วันนี้พี่จะมาสอนวิธี “จัดระเบียบ” ให้งานเขียนของน้องดูมีกึ๋นและน่าอ่านที่สุดครับ!


1. แบบเรียงตามลำดับเวลา (Chronological Review)

เป็นการเล่าวิวัฒนาการของแนวคิดหรือทฤษฎีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

  • เหมาะสำหรับ: งานวิจัยที่ต้องการแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของประเด็นที่ศึกษาตามกาลเวลา
  • ข้อดี: อ่านง่าย เห็นพัฒนาการชัดเจนครับ

2. แบบเรียงตามประเด็นหรือหัวข้อ (Thematic Review)

จัดกลุ่มวรรณกรรมตาม “หัวข้อสำคัญ” หรือ “ตัวแปร” ที่น้องศึกษา

  • เหมาะสำหรับ: งานวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพทั่วไป (ยอดนิยมที่สุด)
  • ข้อดี: น้องสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้ากับกรอบแนวคิดการวิจัยได้โดยตรงครับ

3. แบบเรียงตามระเบียบวิธีวิจัย (Methodological Review)

แบ่งกลุ่มงานวิจัยเก่าๆ ตามวิธีการที่เขาใช้ เช่น กลุ่มที่ใช้เชิงปริมาณ, กลุ่มที่ใช้เชิงคุณภาพ หรือกลุ่มที่ใช้ R&D

  • เหมาะสำหรับ: งานวิจัยที่ต้องการโต้แย้งหรือเลือกใช้วิธีดำเนินการวิจัยที่เหนือกว่าคนอื่นครับ

4. แบบวิเคราะห์ทฤษฎีและกรอบแนวคิด (Theoretical Review)

เน้นการเปรียบเทียบทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาว่าทฤษฎีไหนอธิบายปรากฏการณ์ที่เราศึกษาได้ดีที่สุด

  • เหมาะสำหรับ: งานวิจัยระดับ ป.โท-ป.เอก ที่ต้องการความแน่นทางวิชาการขั้นสูงครับ

5. แบบชี้ช่องว่างการวิจัย (Research Gap Focused)

เขียนเพื่อชี้ให้เห็นว่า “คนอื่นทำอะไรไปแล้ว” และ “อะไรที่เขายังไม่ได้ทำ”

  • ข้อดี: เป็นการปูทางไปสู่เหตุผลที่น้องต้องทำวิจัยชิ้นนี้ อาจารย์ชอบมากเพราะมันแสดงถึงความเก๋าครับ

6. แบบสังเคราะห์เชิงสรุป (Integrative Review)

เป็นการนำงานวิจัยหลายๆ ชิ้นมาขมวดปมรวมกัน เพื่อสร้างข้อสรุปใหม่หรือองค์ความรู้ใหม่จากฐานข้อมูลเดิม

  • เหมาะสำหรับ: การเขียนบทความวิชาการหรือบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติครับ

7. แบบพีระมิดหัวกลับ (Inverted Pyramid)

เริ่มจากทฤษฎีภาพกว้างระดับสากล แล้วค่อยๆ เจาะจงลงมาที่บริบทของไทย และพื้นที่ที่น้องศึกษา

  • ข้อดี: ช่วยให้คนอ่านเห็นภาพความเชื่อมโยงจากระดับนโยบายลงสู่ระดับปฏิบัติการได้อย่างดีเยี่ยมครับ

“ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกว่า ‘พี่ครับ ผมรวบรวมวรรณกรรมเป็นร้อยเล่มแต่สรุปไม่ลงสักที’ หรืออยากหาคนช่วย [รับทำวิจัย] ที่จะช่วยสังเคราะห์บทที่ 2 ให้แน่นปึ้กและถูกต้องตามหลักวิชาการ ทักหาพี่ได้เลยนะครับ ประสบการณ์ 15 ปีของพี่จะช่วยให้เล่มน้องดูโปรที่สุดครับ”


💡 มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)

เทคนิคลับของพี่คือ: “ห้ามเขียนแบบ นาย ก. กล่าวว่า… นาย ข. กล่าวว่า…” ต่อกันไปเรื่อยๆ ครับ แต่ให้เขียนแบบ “จากการศึกษาพบว่าประเด็นนี้มีผู้อธิบายไว้ใน 2 ทิศทาง คือ…” นี่คือการสังเคราะห์ที่แท้จริงครับ

ความลับของความสำเร็จคือความ รับผิดชอบ ต่อแหล่งที่มา ห้ามลืมอ้างอิงเด็ดขาด! และที่สำคัญต้องใช้แหล่งข้อมูลที่ทันสมัย (ไม่ควรเกิน 5-10 ปี) เพื่อให้งานน้องดูอินเทรนด์อยู่เสมอครับ!


สรุป 7 รูปแบบจำให้แม่นครับ

ลำดับเวลา + หัวข้อ + วิธีวิจัย + ทฤษฎี + ชี้ Gap + สังเคราะห์รวม + พีระมิดหัวกลับ = บทที่ 2 เกรด A+ แน่นอนครับ! พี่เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะ!

บทที่ 2 เขียนยังไงก็ไม่จบ? ให้พี่ช่วยสังเคราะห์วรรณกรรมให้ดูโปรสิครับ!
[รับทำวิจัย]

FAQ: เรื่องที่คนทำบทที่ 2 ชอบถามพี่

Q: บทที่ 2 ควรยาวกี่หน้าครับ?

A: โดยทั่วไป 20-50 หน้าครับ แต่อย่าเน้นแค่จำนวนหน้า ให้เน้นความครบถ้วนของประเด็นครับ

Q: จำเป็นต้องอ้างอิงงานวิจัยต่างประเทศไหม?

A: จำเป็นมากครับ! เพื่อแสดงให้เห็นว่าน้องศึกษามาอย่างกว้างขวางและงานน้องมีมาตรฐานระดับสากล

Q: อยากให้พี่ช่วยสรุปและสังเคราะห์วรรณกรรมพร้อมทำบรรณานุกรมให้ พี่ช่วยได้ไหมครับ?

A: ได้แน่นอนครับ! พี่ช่วยย่อยเนื้อหาและเรียบเรียงให้สละสลวยตามหลักวิชาการ ทักมาคุยรายละเอียดกันก่อนได้เลย พี่แสตนบายรอช่วยน้องๆ เสมอครับ!

RESEARCH

⚡ อ่านจบแล้ว... ยังรู้สึกว่า "งานวิจัย" เป็นเรื่องยาก? ⚡

อย่าปล่อยให้ความเครียดเรื่องธีซิสกัดกินเวลาของคุณ ให้ทีมงานมืออาชีพจาก อิมเพรส เลกาซี่ เป็นที่ปรึกษา เราพร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

Line ID: @impressedu | Tel: 092-476-6638
Scroll to Top