แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
จากประสบการณ์ของพี่ที่อ่านงานวิจัยมาเยอะมาก
พี่กล้าพูดได้เลยว่า บทที่ 2 เป็นบทที่ทำให้น้อง “ผ่านหรือไม่ผ่าน” ได้ง่ายที่สุด
หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าบทที่ 2 แค่เอางานวิจัยคนอื่นมาเรียง ๆ
แต่ความจริงแล้ว บทที่ 2 คือบทที่แสดงว่าน้องรู้จริงในเรื่องที่กำลังทำวิจัยหรือไม่
วันนี้พี่จะพาน้อง ๆ มาทำความเข้าใจแบบค่อยเป็นค่อยไปว่า
ก่อนเริ่มเขียนบทที่ 2 น้องต้องรู้อะไรบ้าง
และเขียนอย่างไรไม่ให้หลุด ไม่ให้ซ้ำ และไม่โดนอาจารย์ทัก
1. วัตถุประสงค์ของบทที่ 2 คืออะไร (น้องต้องเข้าใจก่อนลงมือเขียน)
บทที่ 2 มีหน้าที่หลักอยู่ 1 อย่าง คือ
👉 อธิบายรากฐานทางวิชาการของงานวิจัยที่น้องกำลังทำ
พูดง่าย ๆ คือ
“น้องไม่ได้คิดงานนี้ขึ้นมาลอย ๆ แต่มีแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยรองรับ”
บทที่ 2 จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องต่อไปนี้
-
ที่มาและความสำคัญของปัญหาที่ศึกษา
-
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
-
แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้
-
งานวิจัยเดิมที่เกี่ยวข้อง
-
ช่องว่างขององค์ความรู้ที่งานวิจัยนี้จะเข้าไปเติมเต็ม
ถ้าน้องเขียนบทที่ 2 ได้ดี
บทที่ 3 (วิธีวิจัย) จะเขียนง่ายขึ้นทันทีครับ
2. โครงสร้างมาตรฐานของบทที่ 2 (อาจารย์ส่วนใหญ่ใช้โครงนี้)
โดยทั่วไป บทที่ 2 จะประกอบด้วยหัวข้อหลักดังนี้
-
บทนำ
-
แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
-
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
-
กรอบแนวคิดการวิจัย
⚠️ ลำดับอาจสลับได้เล็กน้อยตามรูปแบบมหาวิทยาลัย
แต่ “แนวคิด–งานวิจัย–กรอบแนวคิด” ต้องมีครบ
3. เนื้อหาสำคัญในบทที่ 2 (พี่แยกให้น้องดูชัด ๆ)
3.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
ส่วนนี้คือหัวใจของบทที่ 2
น้องต้องอธิบายให้ได้ว่า แนวคิดหรือปรากฏการณ์ที่ศึกษาคืออะไร
แนวทางการเขียนที่ถูกต้องคือ
-
เริ่มจากความหมายของแนวคิดที่ศึกษา
-
อธิบายทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
-
กล่าวถึงที่มาและนักทฤษฎี
-
เชื่อมโยงว่าทฤษฎีนี้เกี่ยวข้องกับงานวิจัยของน้องอย่างไร
❌ ห้ามคัดลอกตำรา
✅ ต้อง “ย่อย + เรียบเรียงใหม่” เป็นภาษาของน้องเอง
3.2 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องคือหลักฐานว่า
“มีคนเคยทำเรื่องนี้มาก่อน และผลเป็นอย่างไร”
โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น
-
งานวิจัยในประเทศ
-
งานวิจัยต่างประเทศ
วิธีเขียนที่อาจารย์ชอบคือ
-
ใครทำ (ผู้วิจัย / ปี)
-
ทำเรื่องอะไร
-
ใช้วิธีวิจัยอะไร
-
ผลการวิจัยพบอะไร
-
เชื่อมโยงกับงานของน้องอย่างไร
⚠️ พี่ขอพูดตรง ๆ แบบคนทำงานวิจัยจริงนะครับ
บทที่ 2 คือบทที่ น้องพลาดกันมากที่สุด ไม่ใช่เพราะไม่ขยัน
แต่เพราะ
-
เรียบเรียงไม่เป็น
-
เชื่อมโยงทฤษฎีกับตัวแปรไม่ได้
-
งานวิจัยที่เกี่ยวข้องไม่ตอบวัตถุประสงค์
หลายคนเลยเลือกใช้บริการ รับทำวิจัย / ให้คำปรึกษางานวิจัย
เพื่อช่วยจัดโครง สรุปแนวคิด และตรวจความถูกต้อง
ซึ่งช่วยลดการแก้งานซ้ำ ๆ ได้เยอะมากจริง ๆ ครับ
3.3 กรอบแนวคิดการวิจัย
กรอบแนวคิดคือ “แผนที่ของงานวิจัย”
น้องต้องแสดงให้เห็นว่า
-
ตัวแปรต้นคืออะไร
-
ตัวแปรตามคืออะไร
-
มีความสัมพันธ์กันอย่างไร
รูปแบบการนำเสนออาจเป็น
-
แผนภาพ
-
ตาราง
-
ข้อความอธิบาย
กรอบแนวคิดที่ดี = อาจารย์เห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าบทที่ 3 จะทำอะไร
4. การอ้างอิง (อย่ามองข้ามเด็ดขาด)
บทที่ 2 ไม่มีการอ้างอิง = งานวิจัย “ไม่สมบูรณ์”
น้องต้องมีทั้ง
-
การอ้างอิงแทรกในเนื้อหา (In-text citation)
-
การอ้างอิงท้ายเล่ม (References)
รูปแบบการอ้างอิงต้องตรงตามที่คณะกำหนด
เช่น APA, Vancouver หรือรูปแบบเฉพาะของมหาวิทยาลัย
เคล็ดลับจากพี่ สำหรับเขียนบทที่ 2 ให้ผ่านง่าย
-
เขียนโดยยึดวัตถุประสงค์การวิจัยเป็นหลัก
-
อย่าเขียนกว้างเกินตัวแปร
-
เชื่อมทุกย่อหน้าให้โยงกับงานของตัวเอง
-
อ่านงานวิจัยคนอื่นเยอะก่อนลงมือเขียน
สรุปสั้น ๆ ให้น้องจำ
บทที่ 2 ไม่ใช่บท “รวบรวมข้อมูล”
แต่คือบทที่แสดงว่า
น้องเข้าใจศาสตร์ที่กำลังทำวิจัยจริง
ถ้าน้องเข้าใจโครงสร้าง + เขียนอย่างมีเหตุผล
บทที่ 2 จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ 😊
เขียนบทที่ 2 แล้วอาจารย์ทักบ่อย? ให้ผู้เชี่ยวชาญด้าน รับทำวิจัย ช่วยจัดโครง–เชื่อมทฤษฎี ลดการแก้งาน เพิ่มโอกาสผ่านครับ 😊
FAQ: เรื่องต้องรู้ก่อนลุยบทที่ 2
จริง ๆ แล้วความยาวไม่ได้บอกว่างานดีเสมอไปครับน้อง สิ่งสำคัญคือ “ความครบถ้วนของตัวแปร” ครับ ถ้าในบทที่ 1 น้องตั้งชื่อเรื่องว่าศึกษาตัวแปร A, B และ C ในบทที่ 2 น้องก็ต้องมีทฤษฎีและงานวิจัยรองรับทั้ง A, B และ C ให้ครบครับ ถ้าเขียนหนาเป็นร้อยหน้าแต่ไม่เกี่ยวกับตัวแปรที่ศึกษาเลย แบบนั้นอาจารย์ให้ตัดออกแน่นอนครับ เอาแบบ “เนื้อเน้น ๆ ตรงประเด็น” คือดีที่สุด
พี่แนะนำสูตรมาตรฐานคือ “ในประเทศ 5 เรื่อง และต่างประเทศ 5 เรื่อง” เป็นอย่างน้อยครับ เพื่อให้อาจารย์เห็นว่าน้องได้ทำการสำรวจมาอย่างกว้างขวางแล้ว แต่ทริคสำคัญไม่ใช่แค่จำนวนนะน้อง แต่น้องต้องเลือกงานที่ “ปีไม่เก่าจนเกินไป” (ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรเกิน 5-10 ปี) และมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับขอบเขตการวิจัยของน้องจริง ๆ ครับ
จำเป็นมากครับน้อง! กรอบแนวคิดคือการสรุปบทที่ 2 ทั้งบทออกมาเป็นแผนภาพ การมี “แผนภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร” จะช่วยให้อาจารย์เห็นปุ๊บรู้ปั๊บว่าน้องกำลังจะทดสอบอะไร อะไรเป็นตัวแปรต้น อะไรเป็นตัวแปรตาม ถ้าเขียนแต่ตัวหนังสืออธิบายอย่างเดียว ผู้อ่านจะมองภาพไม่ออกและดูไม่เป็นมืออาชีพครับ