💡 กำลังหาข้อมูลทำวิจัยอยู่ใช่ไหม? อ่านบทความนี้จบ ทำตามได้เลย!
แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
📋 ประเมินราคาวิจัย (ฟรี)

พี่เจอนักศึกษาหลายคนเลยครับ ที่เปิดผลตรวจจากโปรแกรมตรวจจับการคัดลอกแล้วรีบดูตัวเลขเปอร์เซ็นต์ก่อนเป็นอันดับแรก

พอเห็น 8% ก็ยิ้มออก

พอเห็น 25% ก็เริ่มเครียด

แต่ความจริงที่หลายคนไม่รู้คือ งานที่เปอร์เซ็นต์ต่ำ อาจยังมีปัญหาทางวิชาการอยู่ก็ได้ครับ

บางคนแก้งานจนเปอร์เซ็นต์เหลือ 5% แต่สุดท้ายอาจารย์ยังตีกลับ เพราะการอ้างอิงไม่ถูกต้อง หรือมีการนำแนวคิดของผู้อื่นมาใช้โดยไม่ได้ให้เครดิตครับ

บทความนี้ พี่จะพาน้องๆ มาทำความเข้าใจ วิธีใช้โปรแกรมตรวจจับการคัดลอกอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเตรียมไฟล์ อ่านผลรายงาน วิเคราะห์จุดเสี่ยง ไปจนถึงการแก้งานอย่างมืออาชีพ เพื่อให้งานผ่านทั้งระบบและผ่านสายตาอาจารย์อย่างมั่นใจครับ

Table of Contents

โปรแกรมตรวจจับการคัดลอก ตรวจอะไรได้บ้าง?

ก่อนใช้งาน พี่อยากให้น้องๆ เข้าใจหน้าที่ของโปรแกรมก่อนครับ

โปรแกรมตรวจจับการคัดลอก หรือ Plagiarism Checker ทำหน้าที่เปรียบเทียบข้อความในงานของเรา กับฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น

  • บทความวิชาการ
  • งานวิจัย
  • เว็บไซต์
  • วิทยานิพนธ์
  • งานของนักศึกษาคนอื่น

จากนั้นระบบจะรายงานว่าเนื้อหาส่วนใดมีความคล้ายกับแหล่งข้อมูลใดบ้างครับ

สิ่งที่โปรแกรมตรวจจับได้

✅ การคัดลอกข้อความแบบคำต่อคำ

✅ การเปลี่ยนคำเล็กน้อยแต่โครงสร้างประโยคเดิม

✅ การนำข้อความจากแหล่งอื่นมาใช้โดยไม่ได้อ้างอิง

✅ ความคล้ายคลึงของเนื้อหาในระดับข้อความ

สิ่งที่โปรแกรมตรวจจับไม่ได้

❌ การขโมยแนวคิด (Idea Plagiarism)

❌ การสรุปงานคนอื่นโดยไม่ให้เครดิต

❌ การเล่าเรื่องด้วยคำใหม่แต่ใช้ตรรกะเดิมทั้งหมด

ดังนั้นโปรแกรมจึงเป็นเพียง “ผู้ช่วยตรวจสอบ” ไม่ใช่ “ผู้ตัดสินจริยธรรม” ครับ

โปรแกรมตรวจจับการคัดลอกยอดนิยมที่มหาวิทยาลัยใช้

ปัจจุบันมีหลายโปรแกรมที่ได้รับความนิยม เช่น

  • Turnitin
  • iThenticate
  • Grammarly Plagiarism Checker
  • Copyscape
  • PlagScan

แต่ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะระดับปริญญาโทและปริญญาเอก มักใช้ Turnitin เป็นหลักครับ

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด

ก่อนใช้งานจริง พี่อยากล้างความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ก่อนครับ

เปอร์เซ็นต์ต่ำ = ปลอดภัย

ไม่จริงครับ

งานบางชิ้นมี Similarity เพียง 5% แต่ยังมีปัญหาเรื่องการอ้างอิงและจริยธรรมทางวิชาการอยู่ครับ

เปอร์เซ็นต์สูง = ผิดแน่นอน

ก็ไม่จริงเช่นกันครับ

บางครั้งเปอร์เซ็นต์สูงเกิดจาก

  • แบบสอบถาม
  • คำศัพท์เฉพาะ
  • วิธีวิจัยมาตรฐาน
  • รายการอ้างอิง

ซึ่งอาจไม่ใช่ปัญหาครับ

แก้จนเปอร์เซ็นต์ต่ำที่สุดคือเป้าหมาย

นี่คือกับดักที่นักศึกษาหลายคนตกครับ

เป้าหมายจริงคือ “เขียนอย่างถูกต้อง” ไม่ใช่ “หลบโปรแกรม”

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมไฟล์ก่อนอัปโหลด

หลายคนโยนไฟล์ขึ้นระบบทันที

แต่พี่แนะนำว่าให้เตรียมงานก่อนครับ

เช็กสิ่งเหล่านี้ก่อน

  • ตรวจสอบการอ้างอิงให้ครบ
  • ตรวจการสะกดคำ
  • ตรวจรูปแบบการอ้างอิงตาม APA หรือรูปแบบที่กำหนด
  • จัดเรียงบรรณานุกรมให้ถูกต้อง

หากระบบมีตัวเลือกให้ยกเว้น

  • หน้าปก
  • สารบัญ
  • บรรณานุกรม

ก็ควรเปิดใช้งานครับ เพราะช่วยลดผลคลาดเคลื่อนได้มาก

ขั้นตอนที่ 2 อ่านรายงานผลให้เป็น

สิ่งที่พี่เห็นบ่อยที่สุดคือ

นักศึกษาเปิดรายงานขึ้นมา แล้วดูเฉพาะตัวเลขเปอร์เซ็นต์รวมครับ

จริงๆ แล้วมืออาชีพจะดู 3 ระดับ

ระดับที่ 1 ดูภาพรวม

เปอร์เซ็นต์รวมเป็นเพียงสัญญาณเบื้องต้น

ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้ายครับ

ระดับที่ 2 ดูแหล่งที่มา

ลองดูนะครับว่าข้อความไปตรงกับแหล่งข้อมูลใด

เป็นเว็บไซต์ทั่วไป

บทความวิชาการ

หรืองานนักศึกษาคนอื่น

ระดับที่ 3 ดูระดับประโยค

จุดนี้สำคัญที่สุดครับ

ถามตัวเองว่า

“ข้อความนี้ควรคล้ายหรือไม่”

หากเป็นนิยามหรือคำศัพท์เฉพาะ อาจยอมรับได้

แต่หากเป็นผลการวิเคราะห์หรืออภิปรายผล ต้องรีบแก้ทันทีครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกมึนๆ หรืออยากหาคนช่วย รับทำวิจัย แบบมืออาชีพ ที่การันตีผลงาน ทักหาพี่ได้เลยนะครับ

ขั้นตอนที่ 3 แยกความคล้ายที่ยอมรับได้และต้องแก้

ความคล้ายที่มักยอมรับได้

  • ชื่อเครื่องมือวิจัย
  • ศัพท์เทคนิค
  • ขั้นตอนมาตรฐาน
  • การอ้างอิงที่ถูกต้อง

ความคล้ายที่ต้องแก้ทันที

  • การอธิบายแนวคิด
  • การสรุปผล
  • การอภิปรายผล
  • ย่อหน้าที่มีโครงสร้างเหมือนต้นฉบับ

เมื่อแยกสองส่วนนี้ออกจากกันได้ น้องๆ จะประหยัดเวลาการแก้งานไปเยอะมากครับ

ขั้นตอนที่ 4 แก้งานอย่างเป็นระบบ

อย่าใช้วิธีเปลี่ยนคำศัพท์แบบสุ่มครับ

เพราะสุดท้ายอาจได้ประโยคที่อ่านไม่รู้เรื่อง

พี่แนะนำให้ทำตามขั้นตอนนี้

วิธีแก้แบบมืออาชีพ

  1. อ่านข้อความที่ถูกไฮไลต์
  2. เปิดต้นฉบับที่ระบบอ้างถึง
  3. ทำความเข้าใจแนวคิด
  4. ปิดต้นฉบับ
  5. เขียนใหม่ด้วยภาษาของตัวเอง
  6. ใส่อ้างอิงให้ครบถ้วน

เทคนิคนี้ช่วยลดทั้ง Similarity และลดความเสี่ยงด้านจริยธรรมครับ

ขั้นตอนที่ 5 ตรวจซ้ำอย่างมีเป้าหมาย

หลังแก้ไขแล้ว สามารถตรวจซ้ำได้ครับ

แต่ไม่จำเป็นต้องตรวจ 10-20 รอบ

เพราะยิ่งตรวจมาก

ยิ่งสับสน

ยิ่งเสียเวลา

พี่แนะนำว่า

ตรวจครั้งแรกเพื่อหาจุดเสี่ยง

ตรวจครั้งที่สองเพื่อยืนยันคุณภาพ

ส่วนใหญ่ก็เพียงพอแล้วครับ

ขั้นตอนที่ 6 ใช้โปรแกรมร่วมกับวิจารณญาณ

เรื่องสำคัญที่สุดที่พี่อยากฝากไว้คือ

โปรแกรมไม่เข้าใจเนื้อหางานวิจัยครับ

มันมองเห็นแค่ความเหมือนของข้อความ

แต่ไม่เข้าใจ

  • บริบท
  • เหตุผล
  • คุณค่าทางวิชาการ

ดังนั้นการตัดสินสุดท้ายต้องมาจากผู้เขียน อาจารย์ที่ปรึกษา และคณะกรรมการครับ

💡 มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)

พี่เคยเจอนักศึกษาปริญญาโทคนหนึ่งครับ

เจ้าตัวภูมิใจมาก เพราะ Turnitin เหลือเพียง 3%

แต่พอส่งสอบเล่มจริง กลับถูกคณะกรรมการถามว่า

“แนวคิดนี้มาจากใคร?”

ปรากฏว่าเขาเขียนใหม่ทั้งหมดจริง แต่ไม่ได้อ้างอิงต้นทางครับ

สุดท้ายต้องแก้ทั้งบท

เคสนี้สอนให้เห็นว่า

Similarity ต่ำ ไม่ได้แปลว่าถูกต้องเสมอไป

ในทางกลับกัน งานบางเล่ม Similarity 20-25% แต่มีการอ้างอิงครบทุกจุด กลับผ่านได้อย่างไม่มีปัญหาครับ

ดังนั้น พี่มองว่าเป้าหมายที่แท้จริงไม่ใช่การลดเปอร์เซ็นต์ แต่คือการสร้างงานที่ซื่อสัตย์และน่าเชื่อถือครับ

สรุป

โปรแกรมตรวจจับการคัดลอกเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มากครับ

แต่การใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ได้อยู่ที่การทำให้เปอร์เซ็นต์ต่ำที่สุด

แต่อยู่ที่การเข้าใจรายงานผล วิเคราะห์จุดเสี่ยง แก้ไขอย่างถูกหลักวิชาการ และอ้างอิงอย่างถูกต้องครับ

ถ้าน้องๆ ใช้โปรแกรมเป็น งานวิจัยของเราจะมีคุณภาพมากขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น และผ่านการประเมินได้อย่างมั่นใจครับ

“Similarity ต่ำยังไม่พอ! ให้พี่ช่วยตรวจงานวิจัย วิเคราะห์ Turnitin และแก้ไขอย่างถูกหลักวิชาการครับ”

FAQ คำถามที่พบบ่อย

Similarity เท่าไรจึงจะถือว่าผ่าน?

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานเดียวครับ แต่ส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยมักกำหนดไว้ประมาณ 15-30% ขึ้นอยู่กับสาขาและระเบียบของแต่ละแห่งครับ

เปลี่ยนคำทั้งหมดแล้วไม่ต้องอ้างอิงได้ไหม?

ไม่ได้ครับ หากแนวคิดมาจากผู้อื่น ยังต้องอ้างอิงแหล่งที่มาเสมอครับ

Turnitin ตรวจภาษาไทยได้หรือไม่?

ตรวจได้ครับ และปัจจุบันมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ ในการตรวจเนื้อหาภาษาไทยครับ

Similarity ต่ำแต่ยังผิด Plagiarism ได้ไหม?

ได้ครับ โดยเฉพาะกรณีคัดลอกแนวคิดหรือสรุปงานผู้อื่นโดยไม่ให้เครดิตครับ

ควรตรวจ Turnitin กี่รอบ?

พี่แนะนำ 1-2 รอบหลักๆ ก็เพียงพอครับ เน้นแก้ไขอย่างมีคุณภาพมากกว่าตรวจซ้ำหลายครั้งครับ

RESEARCH

⚡ อ่านจบแล้ว... ยังรู้สึกว่า "งานวิจัย" เป็นเรื่องยาก? ⚡

อย่าปล่อยให้ความเครียดเรื่องธีซิสกัดกินเวลาของคุณ ให้ทีมงานมืออาชีพจาก อิมเพรส เลกาซี่ เป็นที่ปรึกษา เราพร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

Line ID: @impressedu
Scroll to Top