แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
สวัสดีครับน้องๆ ทุกคน! เหนื่อยกันไหมครับกับยอดขายที่ยังไม่ขยับ หรือระบบงานที่วนอยู่ในอ่าง? พี่บอกเลยนะว่าการทำวิจัยภายในองค์กรเนี่ยมันคือ “อาวุธลับ” ของคนทำงานเก่งเลยครับ เพราะมันช่วยลดการ “มโน” และแทนที่ด้วย “ข้อมูล” ที่จับต้องได้
วันนี้พี่จะมาขยายความ 5 แนวทางที่น้องต้องทำให้เป๊ะ ถ้าอยากให้งานวิจัยชิ้นนี้เปลี่ยนโฉมธุรกิจเราไปตลอดกาลครับ!
1. กำหนดวัตถุประสงค์: จะรบต้องมีเป้าหมาย!
ลองดูนะ ก่อนจะเริ่มทำอะไร พี่แนะนำว่าต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า “เราจะทำวิจัยนี้ไปเพื่ออะไร?”
- เพื่อขยายตลาดใหม่?
- เพื่อหาจุดบอดในกระบวนการผลิต?
- หรือเพื่อทำความเข้าใจลูกค้าเดิมให้มากขึ้น? ถ้าเป้าหมายไม่ชัด งานที่ได้จะสะเปะสะปะและเสียทรัพยากรองค์กรฟรีๆ ครับ พี่แนะนำว่าต้องให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลัก (KPI) ของบริษัทด้วยนะ เจ้านายจะได้เห็นความสำคัญครับ
2. ตั้งคำถามวิจัยแบบ SMART: ชัดเจนจนเห็นภาพสำเร็จ
คำถามที่ดีต้องเป็นแบบ SMART ครับ คือเฉพาะเจาะจง (Specific), วัดผลได้ (Measurable), ทำได้จริง (Achievable), เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (Relevant) และมีกำหนดเวลา (Time-bound)
- แทนที่จะถามว่า: “ทำยังไงให้ยอดขายเพิ่มขึ้น?” (กว้างเกินไปครับ)
- ให้ถามว่า: “การปรับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ จะช่วยเพิ่มยอดซื้อซ้ำจากลูกค้ากลุ่ม Gen Z ได้ 15% ภายในไตรมาส 3 หรือไม่?” เห็นไหมครับ พอถามแบบนี้ปุ๊บ ทางเดินมันสว่างขึ้นทันทีครับ!
3. เลือกวิธีวิจัย: ใช้เครื่องมือให้ถูกงาน
พี่บอกเลยว่าไม่มีวิธีไหนดีที่สุด มีแต่วิธีที่ “ใช่ที่สุด” ครับ:
- เชิงคุณภาพ (Qualitative): ถ้าอยากรู้ว่าลูกค้า “คิดยังไง” หรือ “รู้สึกยังไง” ให้ใช้การสัมภาษณ์เจาะลึก หรือทำ Focus Group ครับ
- เชิงปริมาณ (Quantitative): ถ้าอยากรู้ “จำนวน” หรือ “สถิติ” ให้ใช้การสำรวจด้วยแบบสอบถามออนไลน์ครับ
- พี่แนะนำว่า: ในโลกธุรกิจ การใช้แบบผสมผสาน (Mixed Methods) จะทำให้งานของน้องมีน้ำหนักมากที่สุดครับ เพราะมีทั้งเลขและมีทั้งเหตุผลซัพพอร์ต
4. รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล: หาขุมทรัพย์ในกองตัวเลข
ขั้นตอนนี้คือความมันส์ครับ น้องต้องลงไปเก็บข้อมูลจริง ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์พนักงานหน้างาน หรือการดึงข้อมูลจากระบบ CRM มาวิเคราะห์:
- มองหา Trend: ดูว่าข้อมูลกำลังบอกอะไรเรา? มีรูปแบบไหนที่ซ่อนอยู่ไหม?
- ความรับผิดชอบต่อข้อมูล: ตรวจสอบความถูกต้องให้ดี อย่าเอาข้อมูลที่บิดเบือนมาวิเคราะห์ เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดอาจทำบริษัทเจ๊งได้ครับ!
5. สื่อสารสิ่งที่ค้นพบ: เล่าเรื่องให้เหมือนขายของ
เจ้านายส่วนใหญ่ไม่มีเวลาอ่านเล่มวิจัย 200 หน้าหรอกครับน้องๆ! ทักษะการสื่อสารสำคัญมาก:
- สรุปเนื้อๆ: ทำ Executive Summary ให้จบในหน้าเดียว
- Data Visualization: เปลี่ยนตารางเลขยั้วเยี้ยให้เป็นกราฟที่อ่านง่าย สบายตา
- ข้อเสนอแนะที่ทำได้จริง: อย่าบอกแค่ “พบปัญหาอะไร” แต่ต้องบอกด้วยว่า “ควรแก้ยังไง” ครับ
.”ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังมึนตึ้บกับสถิติ หรืออยากหาคนช่วย [รับทำวิจัย] และวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจแบบมืออาชีพที่พร้อมจะเปลี่ยน Insight ให้เป็นเงิน ทักหาพี่ได้เลยนะครับ ประสบการณ์ 15 ปีของพี่การันตีว่างานวิจัยชิ้นนี้จะทำให้เจ้านายต้องทึ่งครับ”
💡 มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)
พี่เคยเจอเคสหนึ่ง น้องทำวิจัยในองค์กรเสร็จแล้ว แต่เก็บไว้ในลิ้นชักเพราะไม่กล้านำเสนอ ปรากฏว่าคู่แข่งนำหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว! เทคนิคลับของพี่คือ: “จงกล้าที่จะนำเสนอความจริง” แม้ผลการวิจัยจะบอกว่าโครงการที่เจ้านายชอบมันไม่ได้ผล แต่ถ้าเรามีข้อมูลที่ รับผิดชอบ ต่อความถูกต้องมารองรับ เจ้านายจะมองว่าน้องคือคนทำงานตัวจริงที่ปกป้องผลประโยชน์บริษัทครับ
ความสม่ำเสมอในการอัปเดตงานก็สำคัญครับ อย่ารอให้จบ 100% แล้วค่อยคุย ลองนำเสนอ Progress เป็นระยะๆ เพื่อเช็กว่าเรายังอยู่ในทางที่ถูกต้องไหม จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มหาศาลครับ
สรุปสาระสำคัญให้น้องมือโปรครับ
เป้าหมายชัด + คำถาม SMART + วิธีที่ใช่ + วิเคราะห์แม่น + สื่อสารเก่ง = ธุรกิจโตวันโตคืนครับ! พี่เป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างผลงานที่ยอดเยี่ยมในองค์กรนะครับ
อยากพัฒนาธุรกิจแต่ไม่มีข้อมูล? ให้พี่เป็นที่ปรึกษาวิจัยส่วนตัวสิครับ
รับทำวิจัยวิเคราะห์ลึก เข้าใจง่าย จิ้มลิ้งค์พี่ได้เลยครับ
FAQ: เรื่องที่คนสายธุรกิจชอบถามพี่บ่อยๆ
A: งานวิจัยธุรกิจเน้นความเร็วและการนำไปใช้ (Actionable) ส่วนงานมหาลัยจะเน้นความถูกต้องทางทฤษฎีและความละเอียดของเล่มครับ
A: ลองใช้ข้อมูลจากคู่แข่งหรือบทวิเคราะห์อุตสาหกรรม (Secondary Data) มาเปรียบเทียบดูครับ หรือจะลงไปเดินตลาดเก็บข้อมูลใหม่เองเลยก็ได้ครับ
A: ได้แน่นอนครับ! พี่ช่วยคิด Research Design ที่ทรงพลังและดูเป็นมืออาชีพให้ได้ ทักมาคุยรายละเอียดกันก่อนได้เลย พี่แสตนบายรอครับ