💡 กำลังหาข้อมูลทำวิจัยอยู่ใช่ไหม? อ่านบทความนี้จบ ทำตามได้เลย!
แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
📋 ประเมินราคาวิจัย (ฟรี)

Table of Contents

พี่ขอคุยตรงๆ แบบพี่เลี้ยงนะครับ…

น้องๆ หลายคนพอได้ยินคำว่า
“บทที่ 2: ทฤษฎีและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง”
จะถอนหายใจแรงกว่าตอนเห็นสถิติ 😅

  • รู้สึกว่าเขียนยาก
  • ยาว
  • และโดนแก้บ่อยมาก

พี่ขอพูดจากประสบการณ์กว่า 15 ปี แบบไม่อ้อมนะครับ

บทที่ 2 ไม่ได้ยากเพราะทฤษฎี
แต่มันพังเพราะเราไม่เข้าใจ “หน้าที่” ของมัน
ครับ

บทความนี้พี่จะพาน้องๆ
👉 เห็นข้อดี–ข้อเสียของการเขียนบทที่ 2 แบบชัดๆ
👉 รู้ว่าควรเขียนยังไงให้เกิดประโยชน์
👉 และเลี่ยงกับดักที่ทำให้โดนแก้ซ้ำครับ


🔍 บทที่ 2 มีไว้ทำอะไร (เข้าใจก่อน เขียนจะง่ายขึ้นครับ)

บทที่ 2 ไม่ได้มีไว้โชว์ว่าอ่านมาเยอะ
แต่มีหน้าที่หลักคือ

ปูพื้นทางทฤษฎี และชี้ให้เห็นว่า
งานวิจัยของเรายืนอยู่ตรงไหนขององค์ความรู้เดิม

พูดง่ายๆ แบบพี่สอนน้องนะครับ
📌 บทที่ 2 คือสะพาน
เชื่อม “แนวคิดคนอื่น” → “งานของเรา”


✅ ข้อดีของการเขียนบทที่ 2 (ถ้าเขียนถูกทางนะครับ)


1️⃣ ทำให้งานวิจัยดูมีฐานคิด ไม่ใช่คิดเองลอยๆ

บทที่ 2 ที่ดี
จะแสดงให้เห็นว่า

  • ตัวแปรไม่ได้ตั้งมั่ว
  • สมมติฐานไม่ได้เดามา

พี่ขอสรุปสั้นๆ เลยนะครับ

อาจารย์จะเชื่อเรา
เพราะเรายืนบนไหล่งานวิจัยเดิม


2️⃣ ช่วยให้บทที่ 3 และบทที่ 4 เขียนง่ายขึ้น

หลายคนไม่รู้จุดนี้ครับ

ถ้าบทที่ 2 วางดี

  • ตัวแปรจะชัด
  • กรอบแนวคิดจะตรง
  • การแปลผลบทที่ 4 จะไม่สะดุด

📌 บทที่ 2 ดี = ทั้งเล่มไหลลื่นครับ


3️⃣ ลดแรงต้านตอนสอบ

พี่เจอมาเยอะมากครับ

งานที่

  • อ้างอิงชัด
  • ทฤษฎีตรง
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเลือกมาดี

อาจารย์มักจะ
👉 ถามน้อย
👉 จี้ประเด็นน้อย

เพราะเขาเห็นว่า

“เด็กคนนี้รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร” ครับ


4️⃣ เพิ่มความเป็นวิชาการ (E-E-A-T)

บทที่ 2 คือจุดที่

  • แสดงความรู้
  • แสดงการสังเคราะห์
  • แสดงความเข้าใจเชิงลึก

📌 นี่แหละครับ ตัวชี้วัดว่า
เราคิดแบบนักวิจัยจริงหรือไม่


❌ ข้อเสียของการเขียนบทที่ 2 (ถ้าเข้าใจผิด)


1️⃣ ใช้เวลามาก และเหนื่อยจริง

พี่ไม่โกหกนะครับ 😅

  • ต้องอ่านเยอะ
  • ต้องคัด
  • ต้องเรียบเรียงใหม่

ถ้าไม่มีกรอบ
บทที่ 2 จะกลายเป็น

“หลุมดูดเวลา” ทันทีครับ


2️⃣ เสี่ยงเขียนเป็น “รายงานสรุปงานคนอื่น”

ข้อผิดพลาดคลาสสิกมากครับ

  • สรุปงานวิจัยทีละเรื่อง
  • เรียงปี เรียงชื่อ
  • แต่ไม่เชื่อมกับงานของตัวเอง

พี่ขอเตือนตรงๆ นะครับ

บทที่ 2 ที่ไม่มีการเชื่อมโยง
อาจารย์จะถามว่า “แล้วเกี่ยวอะไรกับงานเธอ?”


3️⃣ ยิ่งเขียนเยอะ ยิ่งโดนท้วง

หลายคนคิดว่า

“เขียนเยอะไว้ก่อน จะได้ดูแน่น”

แต่ความจริงคือ

  • ทฤษฎีไม่ตรง = โดนตัด
  • งานวิจัยไม่เกี่ยว = โดนลบ
  • อ้างอิงเก่า = โดนท้วง

📌 บทที่ 2 ไม่ได้วัดที่ความหนา
แต่วัดที่ความตรงประเด็น
ครับ


4️⃣ ทำให้งานช้า ถ้าเริ่มโดยไม่มีโครง

พี่เห็นบ่อยมากครับ
น้องๆ เปิด Google Scholar แล้ว…หลงทาง

พี่แนะนำเลยนะครับ

ถ้าไม่มีโครง
อย่าเพิ่งเขียนบทที่ 2 จริงจัง


⚡ ตรงจุดนี้ช่วยได้มากครับ

ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
รู้สึกว่า

“บทที่ 2 ของเรา มันยาวแต่ไม่คม”
หรือ
“ไม่แน่ใจว่าทฤษฎีที่ใช้ มันตรงกับงานไหม”

ถ้าน้องอยากมีคนช่วยดู
ตั้งแต่ คัดทฤษฎี คัดงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
ไปจนถึงเรียบเรียงบทที่ 2 ให้เชื่อมกับกรอบแนวคิด

ถ้าอยากให้พี่ช่วยแบบพี่เลี้ยง [รับทำวิจัย]
ทักมาได้เลยนะครับ


💡 มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)

พี่ขอสรุปจากเคสจริงนะครับ

บทที่ 2 ที่ดี
ไม่ใช่บทที่อ่านแล้วงง
แต่คือบทที่ทำให้อาจารย์ “เห็นทาง” ของงานทั้งเล่ม

พี่เคยเห็นงานที่

  • บทที่ 2 แค่ 25 หน้า
    แต่
  • ผ่านง่ายกว่างาน 60 หน้า

เพราะเขา
👉 เลือกถูก
👉 เชื่อมเป็น
👉 และเขียนด้วยความเข้าใจครับ


🧾 Summary (สรุปให้จำง่าย)

  • บทที่ 2 ช่วยสร้างฐานคิดให้งานวิจัย
  • เขียนดี = ทั้งเล่มง่าย
  • เขียนมั่ว = โดนแก้ไม่จบ
  • เลือก “ตรง” สำคัญกว่า “เยอะ” ครับ

“บทที่ 2 เขียนแล้วไม่มั่นใจ ให้พี่ช่วยคัดทฤษฎีและเรียบเรียงให้ตรงประเด็น โดนอาจารย์น้อยลง ปรึกษาฟรีครับ”

❓ FAQ: คำถามที่น้องๆ ถามพี่บ่อย

บทที่ 2 ควรยาวแค่ไหน?

ไม่มีตายตัวครับ ขอให้ครอบคลุมตัวแปรก็พอ

ใช้งานวิจัยเก่าได้ไหม?

ได้ครับ แต่ควรมีงานใหม่ประกอบด้วย

จำเป็นต้องเรียงปีไหม?

ไม่จำเป็นครับ เรียงตามประเด็นจะดีกว่า

บทที่ 2 ต้องมีกรอบแนวคิดไหม?

ควรมีครับ เพื่อเชื่อมไปบทที่ 3 อย่างชัดเจน

RESEARCH

⚡ อ่านจบแล้ว... ยังรู้สึกว่า "งานวิจัย" เป็นเรื่องยาก? ⚡

อย่าปล่อยให้ความเครียดเรื่องธีซิสกัดกินเวลาของคุณ ให้ทีมงานมืออาชีพจาก อิมเพรส เลกาซี่ เป็นที่ปรึกษา เราพร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

Line ID: @impressedu | Tel: 092-476-6638
Scroll to Top