💡 กำลังหาข้อมูลทำวิจัยอยู่ใช่ไหม? อ่านบทความนี้จบ ทำตามได้เลย!
แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
📋 ประเมินราคาวิจัย (ฟรี)

แม้จะมีบทความและคู่มือเกี่ยวกับ Turnitin อยู่มากมาย
แต่นักศึกษาและนักวิจัยจำนวนไม่น้อยยังคงมีคำถาม เช่น

  • ทำไมงานที่เขียนเองถึงได้เปอร์เซ็นต์สูง

  • ทำไมบางงานเปอร์เซ็นต์ต่ำ แต่อาจารย์ยังไม่ผ่าน

  • ควรแก้งานจากรายงาน Turnitin อย่างไรให้ถูกต้อง

สาเหตุสำคัญคือ

การเข้าใจ Turnitin ในเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอ

กรณีศึกษา จะช่วยให้เราเห็นภาพการใช้งานจริง

  • เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

  • เห็นการตีความรายงาน

  • เห็นผลลัพธ์ของการแก้ไขงานอย่างเป็นระบบ

บทความนี้จึงนำเสนอ กรณีศึกษา: การใช้ Turnitin ตรวจสอบการคัดลอกในงานวิจัย
เพื่อถอดบทเรียนและแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง สำหรับการทำงานวิชาการในโลกความจริง


Table of Contents

ทำความเข้าใจบริบทของการใช้ Turnitin ในงานวิจัย

Turnitin ถูกใช้ในงานวิจัยหลายบริบท เช่น

  • รายงานวิชาการระดับปริญญาตรี

  • วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท–เอก

  • บทความวิจัยก่อนส่งตีพิมพ์

  • การประเมินผลงานทางวิชาการ

ในกรณีศึกษานี้ จะเน้นบริบทของ

งานวิจัยเชิงวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา
ซึ่งต้องการมาตรฐานสูงทั้งด้านเนื้อหาและจริยธรรม


กรณีศึกษาที่ 1

งานวิจัยเขียนเองทั้งหมด แต่ Similarity Index สูงเกินคาด

ภูมิหลังของกรณีศึกษา

นักศึกษาปริญญาโท สาขาสังคมศาสตร์

  • เขียนวิทยานิพนธ์ด้วยตนเอง

  • อ้างอิงครบถ้วนตามรูปแบบ APA

  • ไม่ได้คัดลอกคำต่อคำ

เมื่อส่งตรวจ Turnitin พบว่า

Similarity Index = 38%

สร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากเกณฑ์ของคณะกำหนดไม่เกิน 25%


การวิเคราะห์รายงาน Turnitin

เมื่อเปิดดูรายงานอย่างละเอียด พบว่า

  • ส่วนที่คล้ายส่วนใหญ่อยู่ใน

    • บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

    • บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย

  • แหล่งที่มาที่คล้ายคือ

    • งานวิจัยภาษาไทย

    • วิทยานิพนธ์ในสาขาเดียวกัน

ข้อความที่คล้าย

  • เป็นการอธิบายแนวคิดและขั้นตอนมาตรฐาน

  • มีการอ้างอิงแล้ว แต่โครงสร้างประโยคใกล้เคียงต้นฉบับมาก


ปัญหาที่แท้จริง

กรณีนี้ ไม่ใช่การคัดลอกโดยเจตนา
แต่เกิดจาก

  • Paraphrase ไม่ถูกหลัก

  • ใช้โครงสร้างการอธิบายตามต้นฉบับ

  • เขียนเอกสารทบทวนในลักษณะ “สรุปทีละแหล่ง”


แนวทางแก้ไข

  • ปรับบทที่ 2 จาก “สรุป” เป็น “สังเคราะห์”

  • รวมหลายแหล่งในย่อหน้าเดียว

  • เปลี่ยนโครงสร้างการนำเสนอแนวคิด

  • เพิ่มการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ

ผลลัพธ์หลังแก้ไข

  • Similarity Index ลดเหลือ 21%

  • คุณภาพบทที่ 2 ดีขึ้นอย่างชัดเจน

  • ผ่านการพิจารณาจากอาจารย์ที่ปรึกษา


บทเรียนจากกรณีที่ 1

  • เปอร์เซ็นต์สูง ไม่ได้แปลว่าคัดลอกเสมอ

  • เอกสารที่เกี่ยวข้องคือจุดเสี่ยงหลัก

  • การสังเคราะห์สำคัญกว่าการสรุป


กรณีศึกษาที่ 2

Similarity Index ต่ำ แต่ถูกตั้งข้อสงสัยด้านจริยธรรม

ภูมิหลังของกรณีศึกษา

นักศึกษาปริญญาเอก สาขาการบริหารการศึกษา

  • ส่งบทความวิจัยเพื่อตีพิมพ์

  • Similarity Index จาก Turnitin = 9%

ตัวเลขต่ำมาก และผ่านเกณฑ์วารสาร


ปัญหาที่เกิดขึ้น

แม้เปอร์เซ็นต์ต่ำ
แต่ Reviewer ตั้งข้อสังเกตว่า

  • แนวคิดหลักของงาน

  • โครงสร้างการอภิปราย

  • กรอบแนวคิด

มีความคล้ายคลึงกับบทความหนึ่งที่ตีพิมพ์ก่อนหน้า
แต่ไม่ได้รับการอ้างอิงอย่างชัดเจน


วิเคราะห์สาเหตุ

กรณีนี้เป็นตัวอย่างของ

การคัดลอกเชิงแนวคิด (Idea plagiarism)

ซึ่ง

  • Turnitin ตรวจไม่พบ

  • แต่ผู้เชี่ยวชาญในสาขามองเห็น


แนวทางแก้ไข

  • เพิ่มการอ้างอิงบทความต้นทาง

  • อธิบายความแตกต่างของงานปัจจุบันกับงานเดิม

  • ปรับการอภิปรายให้สะท้อนมุมมองของผู้วิจัยชัดเจนขึ้น


ผลลัพธ์

  • บทความผ่านการแก้ไข

  • ได้รับการตอบรับตีพิมพ์ในรอบถัดไป

  • ลดความเสี่ยงด้านจริยธรรมอย่างชัดเจน


บทเรียนจากกรณีที่ 2

  • เปอร์เซ็นต์ต่ำ ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอ

  • Turnitin ไม่สามารถตรวจการคัดลอกเชิงแนวคิด

  • จริยธรรมต้องอาศัยวิจารณญาณมนุษย์


กรณีศึกษาที่ 3

การใช้ Turnitin เป็นเครื่องมือพัฒนางาน ไม่ใช่แค่ด่านตรวจ

ภูมิหลังของกรณีศึกษา

กลุ่มนักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์

  • ได้รับอนุญาตให้นำงานส่งตรวจ Turnitin ได้หลายรอบ

  • ใช้รายงาน Turnitin เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้


วิธีการใช้งาน Turnitin

  1. ส่งร่างแรก → ดูรายงาน

  2. วิเคราะห์จุดที่คล้าย

  3. แก้ไขเชิงเนื้อหาและโครงสร้าง

  4. ส่งตรวจรอบถัดไป


ผลที่เกิดขึ้น

  • Similarity Index ลดลงอย่างเป็นธรรมชาติ

  • นักศึกษาเข้าใจการ Paraphrase มากขึ้น

  • คุณภาพการเขียนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

  • ลดความกลัว Turnitin


บทเรียนจากกรณีที่ 3

  • Turnitin ใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ได้

  • การให้ตรวจหลายรอบช่วยพัฒนาทักษะ

  • ความเข้าใจสำคัญกว่าการไล่เปอร์เซ็นต์


วิเคราะห์ภาพรวมจากกรณีศึกษาทั้งหมด

จากทั้ง 3 กรณี สามารถสรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1. Similarity Index เป็นเพียง “สัญญาณ”

  • ไม่ใช่คำตัดสินสุดท้าย

  • ต้องอ่านรายงานเชิงลึกเสมอ

2. จุดเสี่ยงหลักในงานวิจัย

  • บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง

  • การอธิบายทฤษฎี

  • การอภิปรายผล

3. Turnitin มีข้อจำกัด

  • ตรวจข้อความได้ดี

  • แต่ตรวจแนวคิดไม่ได้


แนวทางใช้ Turnitin จากบทเรียนกรณีศึกษา

แนวทางสำหรับนักศึกษา

  • ใช้ Turnitin เพื่อพัฒนางาน

  • อ่านรายงานมากกว่าดูเปอร์เซ็นต์

  • แก้งานจากความเข้าใจ

แนวทางสำหรับอาจารย์และผู้สอน

  • อธิบายรายงาน Turnitin ให้นักศึกษาเข้าใจ

  • ใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องลงโทษ

  • เน้นจริยธรรมมากกว่าตัวเลข


Checklist: ใช้ Turnitin อย่างถูกต้องจากบทเรียนกรณีศึกษา

  • อ่านรายงานอย่างละเอียด

  • แยกความคล้ายที่ยอมรับได้/ต้องแก้

  • ระวังการคัดลอกเชิงแนวคิด

  • ใช้การสังเคราะห์แทนการสรุป

  • ใส่อ้างอิงให้ครบและชัดเจน


สรุป: กรณีศึกษาชี้ให้เห็นว่า Turnitin คือ “เครื่องมือ” ไม่ใช่ “ผู้พิพากษา”

กรณีศึกษา: การใช้ Turnitin ตรวจสอบการคัดลอกในงานวิจัย
แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

  • Turnitin มีประโยชน์มาก หากใช้อย่างเข้าใจ

  • Turnitin มีข้อจำกัด หากพึ่งพาอย่างเดียว

  • คุณภาพและจริยธรรม ต้องมาจากผู้เขียนเป็นหลัก

เมื่อเรา

  • เข้าใจธรรมชาติของ Turnitin

  • เรียนรู้จากกรณีจริง

  • ใช้รายงานเป็นแนวทางพัฒนางาน

Turnitin จะไม่ใช่อุปสรรค
แต่จะกลายเป็น เครื่องมือที่ช่วยยกระดับงานวิจัยของคุณอย่างแท้จริง

RESEARCH

⚡ อ่านจบแล้ว... ยังรู้สึกว่า "งานวิจัย" เป็นเรื่องยาก? ⚡

อย่าปล่อยให้ความเครียดเรื่องธีซิสกัดกินเวลาของคุณ ให้ทีมงานมืออาชีพจาก อิมเพรส เลกาซี่ เป็นที่ปรึกษา เราพร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

Line ID: @impressedu | Tel: 092-476-6638
Scroll to Top