แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
อ่านตรงนี้ก่อน น้องไม่ได้คิดไปเองครับ 😅
น้องๆ ผู้วิจัยมือใหม่หลายคน เคยเป็นแบบนี้ไหมครับ
“ไม่กล้าถามอาจารย์ กลัวโดนมองว่าไม่อ่านเอง”
“กลัวถามแล้วดูโง่ กลัวอาจารย์ดุ”
พี่ขอบอกตรงนี้เลยว่า… น้องไม่ได้คิดไปเองคนเดียวครับ
นี่คือปัญหาคลาสสิกที่พี่เจอมาตลอดกว่า 15 ปี ในการเป็นพี่เลี้ยงที่ปรึกษาวิจัย
ผลลัพธ์ของการ “ไม่กล้าถาม” คืออะไรครับ?
➡️ งานช้า
➡️ ทำผิดทิศ
➡️ แก้ซ้ำหลายรอบ
➡️ เครียดจนอยากเลิกทำ
บทความนี้ พี่จะพาน้องๆ มาตอบ 3 ข้อสงสัยของผู้วิจัยมือใหม่ที่ไม่กล้าถาม แต่ควรรู้ตั้งแต่วันแรก อ่านจบแล้ว จะมองงานวิจัยแบบโล่งขึ้นเยอะครับ
❓ ข้อสงสัยที่ 1: ทำไม “สถิติ” ถึงไม่ใช่ความรู้พื้นฐานของการทำวิจัย?
ข้อนี้พี่เจอบ่อยมากครับ
ผู้วิจัยมือใหม่หลายคนยังไม่เริ่มเก็บข้อมูลเลย แต่เครียดเรื่อง SPSS, t-test, ANOVA ไปก่อนแล้ว 😅
พี่ขอตอบแบบตรงไปตรงมานะครับ
👉 การทำวิจัย ไม่จำเป็นต้องใช้สถิติขั้นสูงเสมอไป
เหตุผลคืออะไรครับ?
- งานวิจัยแต่ละเรื่องมี วัตถุประสงค์ไม่เหมือนกัน
- ตัวแปรและรูปแบบแบบสอบถามก็แตกต่างกัน
- บางงานต้องการแค่ “อธิบาย” ไม่ได้ต้องการ “เปรียบเทียบ” หรือ “ทดสอบสมมติฐาน”
พี่เจอหลายงานที่อาจารย์ที่ปรึกษาแนะนำให้ใช้แค่
- Excel
- โปรแกรมสถิติสำเร็จรูป
- หรือแม้แต่ ไม่ใช้สถิติเลย
เช่น งานวิจัยเชิงคุณภาพ ที่ใช้ Content Analysis วิเคราะห์เนื้อหาแทนตัวเลข
👉 สรุปง่ายๆ คือ
ถ้าน้องเลือก รูปแบบการวิจัยที่ถนัด และตอบโจทย์วัตถุประสงค์
อาจารย์ส่วนใหญ่ก็พร้อมสนับสนุนครับ
❓ ข้อสงสัยที่ 2: ทำไมอาจารย์ที่ปรึกษา “ชอบให้ทำหัวข้อที่ท่านสนใจ” มากกว่าหัวข้อของเรา?
ข้อนี้พี่ขอพูดแบบพี่ชายนะครับ
นี่ไม่ใช่เรื่องของอำนาจ แต่เป็นเรื่องของ ความรับผิดชอบทางวิชาการ ครับ
เหตุผลจริงๆ คือ
- อาจารย์ต้องดูแลน้องจนงานผ่าน
- หัวข้อที่อาจารย์ถนัด จะให้คำแนะนำได้ลึกกว่า
- แก้ปัญหาให้ได้เร็วกว่า
- ลดโอกาสงานหลุดกรอบ
พี่เข้าใจนะครับ ว่าน้องบางคน
“ไม่ถนัดหัวข้อนั้นเลย”
“ไม่อิน แต่โดนบังคับกลายๆ”
แต่จากประสบการณ์พี่
👉 การปรับหัวข้อให้เข้าทางอาจารย์ = งานผ่านไวขึ้นจริง
ไม่ใช่การแพ้ แต่คือการวางกลยุทธ์ครับ
งานวิจัยไม่ใช่เวทีพิสูจน์อีโก้ แต่เป็นสนามวัด “ใครไปถึงเส้นชัยก่อน” ครับ
👉 ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังรู้สึกมึนๆ หรืออยากหาคนช่วย [รับทำวิจัย] แบบมืออาชีพ ที่การันตีผลงาน ทักหาพี่ได้เลยนะครับ
❓ ข้อสงสัยที่ 3: ประโยชน์จริงๆ ที่ผู้วิจัยจะได้จากการทำวิจัยคืออะไร?
คำถามนี้ลึกกว่าที่คิดครับ และพี่อยากให้น้องมอง 2 มุมนี้ครับ
🎯 มุมที่ 1: ประโยชน์ต่อตัวผู้วิจัยเอง
การวิจัย คือ “การฝึกคิดอย่างเป็นระบบ”
ไม่ว่าน้องจะทำอาชีพอะไรในอนาคต น้องจะได้ทักษะเหล่านี้ครับ
- การตั้งคำถาม
- การวิเคราะห์ปัญหา
- การวางแผน
- การตัดสินใจจากข้อมูลจริง
พูดง่ายๆ คือ คนที่ผ่านงานวิจัย จะคิดเป็นมากขึ้น ครับ
🌍 มุมที่ 2: ประโยชน์ต่อวิชาการและสังคม
งานวิจัยที่ดี ไม่ใช่แค่ทำส่ง
แต่คือองค์ความรู้ที่สามารถ
- นำไปเผยแพร่
- ขยายผล
- ประยุกต์แก้ปัญหาในบริบทอื่นได้
ถ้าทุกงานวิจัยถูกใช้จริง สังคมจะดีขึ้นทีละนิดครับ
💡 มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)
พี่เคยเจอน้องคนหนึ่งครับ
ไม่กล้าถามอาจารย์เลย 6 เดือนเต็ม
สุดท้ายทำหัวข้อผิดทิศ แก้ใหม่แทบทั้งเล่ม
พอพี่เข้าไปช่วย สิ่งแรกที่พี่ทำไม่ใช่แก้งาน
แต่คือ สอนน้องให้ “กล้าคุยกับอาจารย์อย่างมีชั้นเชิง”
แค่เตรียมคำถามให้ชัด
แค่รู้ว่าควรถามเรื่องไหน
งานที่ควรจบ 1 ปี กลายเป็น 4 เดือนครับ
จำไว้นะครับ
👉 อาจารย์ไม่กลัวน้องถาม
👉 แต่อาจารย์กลัวน้อง “ทำผิดแล้วไม่บอก” มากกว่า
✅ สรุปส่งท้ายแบบพี่ชายใจดี
- ผู้วิจัยมือใหม่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่างตั้งแต่แรกครับ
- การไม่กล้าถาม คือสาเหตุหลักของงานวิจัยล่าช้า
- เลือกแนวทางที่ถนัด ปรับให้เข้ากับอาจารย์ งานจะผ่านง่ายขึ้นครับ
- งานวิจัยไม่ใช่ศัตรู แต่คือเครื่องมือพัฒนาตัวเราเองครับ
พี่เป็นกำลังใจให้น้องทุกคนที่ยังสู้กับงานวิจัยอยู่นะครับ 💪
“งานวิจัยมันยาก เพราะน้องไม่ควรทำคนเดียว ปรึกษาพี่เลี้ยงวิจัยมืออาชีพได้ฟรีครับ”
❓ FAQ: คำถามที่ผู้วิจัยมือใหม่ถามบ่อย
A: ถ้ามีประเด็นที่กระทบโครงสร้างงาน ควรถามทันทีครับ ไม่ต้องรอ
A: ได้แน่นอนครับ เลือกรูปแบบวิจัยให้เหมาะ งานผ่านได้เหมือนกัน
A: ลองปรับมุมมองหรือกรอบย่อยให้เราเข้าใจมากขึ้นครับ
A: หาคนช่วยดูทิศทาง อย่าฝืนทำคนเดียวครับ