แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
บทที่ 2 คือด่านวัดของจริงครับ
น้องๆ หลายคนเข้าใจว่า
“บทที่ 2 ก็แค่เอาทฤษฎีมาเล่า เอางานเก่ามาเรียงๆ”
แต่พี่บอกเลยครับ
👉 บทที่ 2 คือ กระดูกสันหลังของงานวิจัย
👉 เป็นบทที่กรรมการใช้ดูว่า น้องเข้าใจเรื่องจริงไหม
👉 ถ้าบทนี้พัง ต่อให้สถิติสวยแค่ไหน งานก็ดูไม่แน่นครับ
บทความนี้พี่จะพาน้องๆ มาดูตรงๆ ว่า
วิธีเขียนบทที่ 2: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่คุณไม่ควรทำ
พร้อมตัวอย่างจริงที่พี่เจอในสนามสอบมานับไม่ถ้วนครับ
บทที่ 2 สำคัญยังไง (ทวนสั้นๆ ก่อน)
บทที่ 2 มีหน้าที่หลักคือ
อธิบายแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
เชื่อมโยงกับ ปัญหาการวิจัย
ปูทางไปสู่ กรอบแนวคิด สมมติฐาน และวิธีวิจัย
พูดง่ายๆ คือ
บทที่ 2 ไม่ใช่ “คลังความรู้”
แต่คือ “เหตุผลทางวิชาการว่าทำไมงานนี้ต้องเกิด” ครับ
1. ❌ ไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบด้าน
ความผิดพลาดอันดับหนึ่งที่พี่เจอทุกปีครับ
บางเล่ม
อ่านทฤษฎีแค่ 1–2 แหล่ง
เอางานวิจัยมาแค่ไม่กี่ชิ้น
แล้วสรุปแบบข้ามๆ
ผลที่ตามมาคือ
แนวคิดไม่ครบ
เชื่อมโยงไม่สมเหตุสมผล
งานดู “บาง” ทันทีครับ
ตัวอย่างที่พลาดบ่อย
เช่น ศึกษา ความเครียดกับประสิทธิภาพการทำงาน
แต่
อธิบายความเครียดแบบสั้นมาก
ไม่พูดถึงมิติหรือประเภทของความเครียด
งานวิจัยที่อ้างอิงก็ไม่ครอบคลุม
📌 ทางแก้ที่พี่แนะนำ
อ่านทั้งตำรา + บทความวิชาการ
ดูทั้งแนวคิดหลัก และงานวิจัยล่าสุด
เลือกเฉพาะที่ “เกี่ยวกับโจทย์” จริงๆ ครับ
2. ❌ คัดลอกผลงานผู้อื่นโดยไม่อ้างอิง (อันนี้แรงสุด)
พี่พูดตรงๆ เลยนะครับ
นี่ไม่ใช่แค่เขียนไม่ดี แต่คือ ผิดจรรยาบรรณทางวิชาการ
การคัดลอกแบบที่พี่เจอบ่อย ได้แก่
ลอกมาทั้งย่อหน้า
ถอดความแต่ไม่ใส่อ้างอิง
สรุปแนวคิดคนอื่น แต่ไม่บอกที่มา
ผลกระทบไม่ได้เล็กนะครับ
❌ งานไม่น่าเชื่อถือ
❌ โดนสอบหนัก
❌ บางกรณีถึงขั้น ไม่ให้สอบ
📌 หลักจำง่ายๆ
ใช้ความคิดคนอื่น = ต้องอ้างอิงทุกครั้งครับ
3. ❌ เขียนบทที่ 2 โดยไม่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย
อันนี้เป็นกับดักที่คนเก่งก็พลาดได้ครับ
บางเล่ม
อธิบายทฤษฎีดีมาก
งานวิจัยที่ยกมาก็แน่น
แต่…
👉 ไม่โยงกลับมาว่า เกี่ยวอะไรกับโจทย์ของตัวเอง
ตัวอย่างที่พี่เจอ
อธิบายความเครียดอย่างละเอียด
แต่ไม่เชื่อมกับ ประสิทธิภาพการทำงาน
อ่านจบแล้วยังไม่รู้ว่า “แล้วงานนี้จะศึกษาอะไรแน่”
📌 วิธีคิดที่ถูก
ทุกหัวข้อในบทที่ 2 ต้องตอบคำถามนี้ได้
“สิ่งที่เขียน ช่วยอธิบายปัญหาการวิจัยของเรายังไง?”
4. ❌ เขียนบทที่ 2 โดยไม่สรุปประเด็นสำคัญ
เล่ามาเยอะ แต่ไม่สรุป = คนอ่านงงครับ
พี่เจอบ่อยมาก
อธิบายทฤษฎียาว
ยกงานวิจัยหลายชิ้น
แต่ไม่มีการสรุปว่า
“ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับงานนี้คืออะไร”
📌 บทที่ 2 ที่ดีควรมี
สรุปแนวคิดหลัก
สรุปภาพรวมงานวิจัยที่ผ่านมา
และชี้ช่องว่างที่งานของเราจะเข้าไปเติม
5. ❌ ไม่ตรวจทานและแก้ไขอย่างรอบคอบ
สุดท้าย แต่สำคัญมากครับ
ข้อผิดพลาดที่พี่เห็นประจำ
สะกดคำผิด
อ้างอิงไม่ตรง
ประโยคยาว วกวน อ่านไม่รู้เรื่อง
เขียนซ้ำไปซ้ำมา
สิ่งเหล่านี้ทำให้
งานดูไม่มืออาชีพ ทั้งที่เนื้อหาอาจจะดีครับ
📌 พี่แนะนำ
อ่านเองอย่างน้อย 2 รอบ
ให้เพื่อนหรือพี่เลี้ยงช่วยอ่าน
ตรวจทั้ง “เนื้อหา + ภาษา + การเชื่อมโยง” ครับ
⚡ พี่ขอแทรกตรงนี้นิดนึงครับ
ถ้าน้องๆ อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว
เริ่มรู้สึกว่า
“เอ…บทที่ 2 ของเราจะเข้าข่ายพลาดสักข้อไหม?”
พี่บอกเลยว่า [รับทำวิจัย] แบบมืออาชีพ
พี่ช่วยตรวจบทที่ 2 ให้ครบ
ทั้งความถูกต้อง ความเชื่อมโยง และภาษาวิชาการ
ก่อนส่งอาจารย์ครับ
💡 มุมมองจากพี่ (ประสบการณ์ 15 ปี)
พี่ขอสรุปจากสนามจริงเลยนะครับ
บทที่ 2 ไม่ได้วัดว่า ใครอ่านมาเยอะที่สุด
แต่วัดว่า ใครคิดเป็น เชื่อมเป็น และเลือกเป็น
เล่มที่สอบผ่านแบบชิล
ไม่ใช่เล่มที่หนาที่สุด
แต่คือเล่มที่
เขียนตรงโจทย์
เชื่อมโยงชัด
และสรุปได้เป็นระบบครับ
Summary: สรุปให้จำง่ายๆ
บทที่ 2 คือฐานความน่าเชื่อถือของงานวิจัย
ห้ามเขียนแบบรวบรวมมั่วๆ
ต้องเชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัยตลอด
ต้องสรุป และต้องตรวจทานอย่างจริงจัง
ทำได้ครบ งานวิจัยจะ “ดูแพงขึ้น” ทันทีครับ 💪
ถ้าน้องๆ อยากให้พี่
ตรวจบทที่ 2 แบบละเอียด
ช่วยเรียบเรียงใหม่ให้เชื่อมโยง
หรือวางโครงบทที่ 2 ให้ทั้งเล่ม
ส่งมาได้เลยครับ พี่ดูแลให้จนจบ ไม่ปล่อยให้งานพังกลางทางครับ 😊
“บทที่ 2 ยังไม่แน่น เสี่ยงโดนทัก ให้พี่ช่วยตรวจและปรับให้ผ่านตั้งแต่ต้นครับ”
FAQ: คำถามที่น้องๆ ถามพี่บ่อย
บทที่ 2 ควรมีกี่หน้า?
ไม่มีตายตัวครับ อยู่ที่ความซับซ้อนของหัวข้อ
ใช้งานวิจัยเก่ากี่ปีได้?
โดยทั่วไปไม่เกิน 5–10 ปีครับ ยกเว้นทฤษฎีคลาสสิก
ต้องสรุปทุกหัวข้อย่อยไหม?
ควรสรุปอย่างน้อยระดับหัวข้อหลักครับ
ใช้ภาษาเล่าได้ไหม?
ได้ครับ แต่ต้องยังคงความเป็นวิชาการ
ถ้าบทที่ 2 ยังไม่แน่น ควรทำยังไง?
ให้พี่ช่วยดูครับ แก้ตอนนี้ง่ายกว่าตอนสอบมาก