แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
การเลือกประเภทการวิจัยเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของกระบวนการทำวิจัย เพราะเป็นตัวกำหนดทิศทางของการออกแบบงานวิจัย การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ และการตีความผลลัพธ์ ในบรรดาประเภทการวิจัยทั้งหมด การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มักถูกมองว่าเป็นรูปแบบที่มีความเข้มแข็งสูงสุดในการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล อย่างไรก็ตาม การวิจัยเชิงทดลองไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมสำหรับทุกคำถามวิจัย
ในทางปฏิบัติ นักวิจัยยังมีทางเลือกอื่นอีกมาก เช่น การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ การวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงผสม ซึ่งแต่ละประเภทมีจุดเด่น จุดจำกัด และวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการวิจัยเชิงทดลองกับประเภทการวิจัยอื่นๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้นักวิจัยสามารถเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับคำถามวิจัยและบริบทของการศึกษา
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบการวิจัยเชิงทดลองกับประเภทการวิจัยอื่นๆ อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ วิธีการ ลักษณะข้อมูล ความสามารถในการอธิบายเหตุและผล ตลอดจนข้อดีและข้อจำกัด เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจสำหรับนักวิจัยทุกระดับ
ภาพรวมของการวิจัยเชิงทดลอง
การวิจัยเชิงทดลองเป็นการวิจัยที่นักวิจัย จงใจจัดการหรือเปลี่ยนแปลงตัวแปรอิสระ และควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน เพื่อสังเกตผลที่เกิดขึ้นกับตัวแปรตาม จุดเด่นสำคัญของการวิจัยเชิงทดลองคือความสามารถในการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างมีหลักฐานรองรับ
ลักษณะสำคัญของการวิจัยเชิงทดลอง ได้แก่
-
การจัดการตัวแปรอิสระ
-
การมีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม
-
การควบคุมสภาพแวดล้อมการวิจัย
-
การใช้สถิติทดสอบความแตกต่างของผลลัพธ์
จากลักษณะดังกล่าว การวิจัยเชิงทดลองจึงเหมาะอย่างยิ่งกับงานวิจัยที่ต้องการพิสูจน์ผลของการแทรกแซง นโยบาย หรือโปรแกรมใหม่
การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กับการวิจัยเชิงทดลอง
ลักษณะของการวิจัยเชิงสำรวจ
การวิจัยเชิงสำรวจมุ่งเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก เพื่ออธิบายลักษณะ สถานการณ์ หรือความคิดเห็นของประชากรในช่วงเวลาหนึ่ง โดยไม่จัดการตัวแปรใดโดยตรง
ความแตกต่างที่สำคัญ
-
การวิจัยเชิงทดลองเน้น “การจัดการตัวแปร”
-
การวิจัยเชิงสำรวจเน้น “การเก็บข้อมูลตามสภาพจริง”
การวิจัยเชิงสำรวจสามารถอธิบายแนวโน้มหรือสภาพการณ์ได้ดี แต่ไม่สามารถยืนยันเหตุและผลได้อย่างชัดเจน ในขณะที่การวิจัยเชิงทดลองสามารถอธิบายเหตุและผลได้ แต่ต้องอาศัยการควบคุมและทรัพยากรมากกว่า
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlational Research) กับการวิจัยเชิงทดลอง
ลักษณะของการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่สองตัวขึ้นไป โดยไม่จัดการหรือควบคุมตัวแปรใด เป็นการอธิบายว่าตัวแปรมีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงใด
ความแตกต่างที่สำคัญ
-
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์บอกได้เพียง “มีความสัมพันธ์”
-
การวิจัยเชิงทดลองมุ่งอธิบาย “เหตุและผล”
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์เหมาะสำหรับการศึกษาความสัมพันธ์เบื้องต้นหรือการสร้างสมมติฐาน ขณะที่การวิจัยเชิงทดลองเหมาะสำหรับการทดสอบสมมติฐานเชิงเหตุและผลอย่างเป็นระบบ
การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) กับการวิจัยเชิงทดลอง
ลักษณะของการวิจัยเชิงคุณภาพ
การวิจัยเชิงคุณภาพมุ่งทำความเข้าใจปรากฏการณ์เชิงลึกในบริบทจริง ผ่านการสัมภาษณ์ การสังเกต และการวิเคราะห์เนื้อหา โดยเน้นความหมาย ประสบการณ์ และมุมมองของผู้ให้ข้อมูล
ความแตกต่างที่สำคัญ
-
การวิจัยเชิงทดลองเน้นข้อมูลเชิงปริมาณและการทดสอบสมมติฐาน
-
การวิจัยเชิงคุณภาพเน้นความเข้าใจเชิงลึกและบริบท
การวิจัยเชิงคุณภาพไม่มุ่งพิสูจน์เหตุและผลเชิงสถิติ แต่ช่วยอธิบาย “ทำไม” และ “อย่างไร” ในเชิงประสบการณ์ ซึ่งแตกต่างจากการวิจัยเชิงทดลองที่เน้น “ผลลัพธ์ที่วัดได้”
การวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) กับการวิจัยเชิงทดลอง
ลักษณะของการวิจัยเชิงเอกสาร
การวิจัยเชิงเอกสารใช้ข้อมูลทุติยภูมิ เช่น เอกสาร รายงาน งานวิจัย หรือฐานข้อมูล เพื่อวิเคราะห์แนวคิด แนวโน้ม หรือพัฒนากรอบแนวคิดทางทฤษฎี
ความแตกต่างที่สำคัญ
-
การวิจัยเชิงทดลองใช้ข้อมูลปฐมภูมิจากการทดลองจริง
-
การวิจัยเชิงเอกสารไม่จัดการตัวแปรและไม่สร้างข้อมูลใหม่
การวิจัยเชิงเอกสารเหมาะสำหรับการพัฒนาทฤษฎีหรือการทบทวนองค์ความรู้ ขณะที่การวิจัยเชิงทดลองเหมาะสำหรับการทดสอบแนวคิดในทางปฏิบัติ
การวิจัยเชิงผสม (Mixed Methods Research) กับการวิจัยเชิงทดลอง
ลักษณะของการวิจัยเชิงผสม
การวิจัยเชิงผสมผสานการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความเข้าใจที่ครอบคลุมทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก
ความแตกต่างที่สำคัญ
-
การวิจัยเชิงทดลองเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเชิงปริมาณ
-
การวิจัยเชิงผสมเปิดโอกาสให้ใช้การทดลองควบคู่กับการอธิบายเชิงคุณภาพ
การวิจัยเชิงผสมเหมาะสำหรับงานวิจัยที่ต้องการทั้งการพิสูจน์เชิงเหตุและผล และความเข้าใจเชิงบริบท
เปรียบเทียบความสามารถในการอธิบายเหตุและผล
เมื่อพิจารณาความสามารถในการอธิบายเหตุและผล
-
การวิจัยเชิงทดลอง: สูงที่สุด
-
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์: ต่ำ
-
การวิจัยเชิงสำรวจ: ต่ำ
-
การวิจัยเชิงคุณภาพ: ไม่เน้นเหตุและผลเชิงสถิติ
-
การวิจัยเชิงผสม: ปานกลางถึงสูง ขึ้นกับการออกแบบ
ดังนั้น หากเป้าหมายหลักของงานวิจัยคือการพิสูจน์เหตุและผล การวิจัยเชิงทดลองจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด
การเลือกประเภทการวิจัยให้เหมาะสมกับคำถามวิจัย
นักวิจัยควรเลือกประเภทการวิจัยโดยพิจารณาจาก
-
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
-
ลักษณะของคำถามวิจัย
-
ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและจริยธรรม
-
บริบทของการศึกษา
ไม่มีประเภทการวิจัยใด “ดีที่สุด” สำหรับทุกสถานการณ์ แต่มีเพียงประเภทที่ “เหมาะสมที่สุด” สำหรับคำถามวิจัยนั้นๆ
ตารางเปรียบเทียบโดยสรุป (เชิงแนวคิด)
-
การวิจัยเชิงทดลอง: เหตุและผล / ควบคุมตัวแปร / ความเข้มแข็งสูง
-
การวิจัยเชิงสำรวจ: สภาพการณ์ / ความคิดเห็น / ความยืดหยุ่นสูง
-
การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์: ความสัมพันธ์ / การพยากรณ์
-
การวิจัยเชิงคุณภาพ: ความหมาย / ประสบการณ์ / บริบท
-
การวิจัยเชิงผสม: ครอบคลุมหลายมิติ
บทสรุป
การวิจัยเชิงทดลองมีจุดเด่นด้านความสามารถในการอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลอย่างเป็นระบบ แต่ก็มีข้อจำกัดด้านความซับซ้อน ทรัพยากร และการนำผลไปใช้ทั่วไป เมื่อเปรียบเทียบกับประเภทการวิจัยอื่นๆ จะเห็นได้ว่าทุกประเภทมีบทบาทและคุณค่าในบริบทที่แตกต่างกัน
การเป็นนักวิจัยที่มีคุณภาพไม่ได้หมายถึงการเลือกใช้วิธีวิจัยที่ซับซ้อนที่สุดเสมอไป แต่คือการเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ เหมาะสมที่สุดกับคำถามวิจัย บริบท และเป้าหมายของการศึกษา เมื่อเข้าใจความแตกต่างของการวิจัยแต่ละประเภทอย่างถ่องแท้ นักวิจัยจะสามารถออกแบบงานวิจัยที่มีความน่าเชื่อถือและสร้างคุณค่าทางวิชาการได้อย่างแท้จริง