แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
Regression Analysis เป็นหนึ่งในเทคนิคทางสถิติที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในงานวิจัยเชิงปริมาณ ไม่ว่าจะเป็นงานวิจัยด้านการศึกษา บริหารธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การตลาด หรือสังคมศาสตร์ อย่างไรก็ตาม แม้นักวิจัยจำนวนมากจะสามารถรันการวิเคราะห์ Regression จากโปรแกรมสถิติได้ แต่ จุดที่มักเกิดความสับสนและผิดพลาดมากที่สุดคือ “การตีความค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย”
ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยไม่ใช่เพียงตัวเลขในตารางผลลัพธ์ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ใช้ตอบคำถามวิจัยว่า
-
ตัวแปรอิสระส่งผลต่อตัวแปรตามหรือไม่
-
ส่งผลในทิศทางใด
-
ส่งผลมากน้อยเพียงใด
-
ผลดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่
บทความนี้จะอธิบาย การตีความค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน ประเภทของค่าสัมประสิทธิ์ วิธีแปลผลเชิงสถิติและเชิงเนื้อหา ตัวอย่างการเขียนเชิงวิชาการ ไปจนถึงข้อควรระวังที่นักวิจัยมักพลาด เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปใช้กับงานวิจัยของตนได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
ความหมายของค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย
ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย (Regression Coefficient) คือค่าที่แสดงถึง การเปลี่ยนแปลงของตัวแปรตาม เมื่อ ตัวแปรอิสระเปลี่ยนไป 1 หน่วย โดยถือว่าตัวแปรอื่น ๆ ในโมเดลคงที่
กล่าวอย่างง่าย
ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยตอบคำถามว่า “ถ้า X เปลี่ยน Y จะเปลี่ยนอย่างไร”
ในสมการถดถอยทั่วไป
Y=b0+b1X1+b2X2+⋯+eY = b_0 + b_1X_1 + b_2X_2 + \dots + e
-
b0b_0 = ค่าคงที่ (Constant)
-
b1,b2b_1, b_2 = ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย
-
ee = ค่าคลาดเคลื่อน
ประเภทของค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยที่ต้องรู้
ในการรายงานผล Regression นักวิจัยจะพบค่าสัมประสิทธิ์หลัก 2 ประเภท ได้แก่
1. ค่าสัมประสิทธิ์แบบไม่มาตรฐาน (Unstandardized Coefficient: b)
ค่านี้ใช้สำหรับ
-
การสร้างสมการพยากรณ์
-
การอธิบายผลในหน่วยจริงของตัวแปร
หลักการตีความ
เมื่อ X เพิ่มขึ้น 1 หน่วย Y จะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่ากับค่า b หน่วย
ตัวอย่าง
-
b = 2.5
→ เมื่อ X เพิ่มขึ้น 1 หน่วย Y จะเพิ่มขึ้น 2.5 หน่วย (โดยตัวแปรอื่นคงที่)
เหมาะสำหรับการพยากรณ์และการอธิบายเชิงปฏิบัติ
2. ค่าสัมประสิทธิ์แบบมาตรฐาน (Standardized Coefficient: β)
ค่านี้ถูกแปลงให้อยู่ในหน่วยเดียวกัน (ค่า Z-score) เพื่อใช้
-
เปรียบเทียบความสำคัญสัมพัทธ์ของตัวแปรอิสระ
-
ระบุว่าตัวแปรใดมีอิทธิพลมากที่สุดในโมเดล
หลักการตีความ
เมื่อ X เพิ่มขึ้น 1 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Y จะเปลี่ยนไป β ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ค่า β ไม่มีหน่วย จึงเหมาะกับการเปรียบเทียบข้ามตัวแปร
การตีความเครื่องหมายของค่าสัมประสิทธิ์ (บวก / ลบ)
ค่าสัมประสิทธิ์เป็นบวก (+)
แสดงถึง ความสัมพันธ์เชิงบวก
X เพิ่ม → Y เพิ่ม
ตัวอย่าง
แรงจูงใจเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น
ค่าสัมประสิทธิ์เป็นลบ (−)
แสดงถึง ความสัมพันธ์เชิงลบ
X เพิ่ม → Y ลด
ตัวอย่าง
ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ยอดขายลดลง
การตีความค่าสัมประสิทธิ์ร่วมกับนัยสำคัญทางสถิติ
การตีความค่าสัมประสิทธิ์ต้อง พิจารณาควบคู่กับค่า p-value เสมอ
หลักการสำคัญ
-
ค่าสัมประสิทธิ์ ≠ 0 แต่ p-value > .05
→ ไม่สามารถสรุปว่ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ -
ค่าสัมประสิทธิ์ ≠ 0 และ p-value < .05
→ มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ตัวอย่าง
-
β = 0.45, p < .01
→ ตัวแปรมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญ -
β = 0.12, p > .05
→ ตัวแปรไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ
การตีความค่าสัมประสิทธิ์ใน Multiple Regression
ใน Multiple Regression ค่าสัมประสิทธิ์แต่ละตัวหมายถึง
ผลของตัวแปรอิสระนั้น เมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรอื่นแล้ว
นี่คือจุดที่นักวิจัยมักเข้าใจผิด
ตัวอย่าง
β ของแรงจูงใจ = 0.40
หมายความว่า เมื่อควบคุมตัวแปรอื่น เช่น อายุ เพศ และประสบการณ์แล้ว แรงจูงใจยังคงมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์
การตีความค่าสัมประสิทธิ์ของ Dummy Variables
เมื่อใช้ตัวแปรเชิงคุณภาพใน Regression จะต้องแปลงเป็น Dummy Variables
หลักการตีความ
-
ค่าสัมประสิทธิ์ของ Dummy แสดงความแตกต่างจาก “กลุ่มอ้างอิง”
ตัวอย่าง
-
เพศ: ชาย = 0, หญิง = 1
-
β = 0.30
การตีความ
เมื่อเทียบกับเพศชาย เพศหญิงมีค่า Y สูงกว่าโดยเฉลี่ย 0.30 หน่วย (เมื่อควบคุมตัวแปรอื่น)
⚠️ ไม่ควรตีความว่า “เพิ่มขึ้น 1 หน่วย” แบบตัวแปรเชิงปริมาณ
การตีความค่าสัมประสิทธิ์ร่วมกับค่า R²
แม้ค่าสัมประสิทธิ์จะมีนัยสำคัญ แต่ควรพิจารณาค่า R² ร่วมด้วย
-
ค่าสัมประสิทธิ์บอก “อิทธิพลรายตัว”
-
R² บอก “พลังอธิบายของโมเดลโดยรวม”
โมเดลที่ดีควรมี
-
ค่าสัมประสิทธิ์สอดคล้องกับทฤษฎี
-
ค่า R² อยู่ในระดับเหมาะสมกับบริบทการวิจัย
ตัวอย่างการตีความค่าสัมประสิทธิ์ (เชิงวิชาการ)
ตัวอย่างผลลัพธ์
-
แรงจูงใจ: β = 0.52, p < .001
-
วิธีการเรียนรู้: β = 0.28, p < .05
-
การสนับสนุนจากครอบครัว: β = 0.10, p > .05
ตัวอย่างการเขียน
ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า แรงจูงใจในการเรียนและวิธีการเรียนรู้มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแรงจูงใจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงที่สุด ขณะที่การสนับสนุนจากครอบครัวไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการตีความค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย
-
แปลผลเฉพาะค่า β โดยไม่ดู p-value
-
สรุปเชิงสาเหตุเกินขอบเขตข้อมูล
-
เปรียบเทียบค่า b ระหว่างตัวแปรต่างหน่วย
-
ตีความ Dummy Variables ผิดความหมาย
-
ละเลยปัญหา Multicollinearity ที่ทำให้ค่าสัมประสิทธิ์ไม่น่าเชื่อถือ
การตีความค่าสัมประสิทธิ์กับงานวิจัยระดับวิทยานิพนธ์
ในงานวิทยานิพนธ์ กรรมการมักพิจารณา
-
ความเข้าใจเชิงลึกของนักวิจัยต่อค่าสัมประสิทธิ์
-
ความสามารถในการอธิบายเชิงเนื้อหา
-
การเชื่อมโยงผลลัพธ์กับทฤษฎีและงานวิจัยเดิม
การตีความอย่างถูกต้องจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผ่านการประเมิน
แนวทางปฏิบัติที่ดีในการตีความค่าสัมประสิทธิ์
-
ตีความทีละตัวแปรอย่างเป็นระบบ
-
ใช้ภาษาวิชาการที่ชัดเจน ไม่กำกวม
-
เชื่อมโยงผลลัพธ์กับกรอบแนวคิด
-
อธิบายทั้งเชิงสถิติและเชิงปฏิบัติ
-
ระบุข้อจำกัดของการวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมา
บทสรุป
การตีความค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย เป็นหัวใจสำคัญของ Regression Analysis เพราะเป็นจุดที่เปลี่ยน “ตัวเลขทางสถิติ” ให้กลายเป็น “ข้อค้นพบทางวิชาการ” นักวิจัยที่เข้าใจความหมายของค่าสัมประสิทธิ์แต่ละประเภท สามารถแปลผลได้ถูกต้อง และเชื่อมโยงผลลัพธ์กับทฤษฎี จะสามารถยกระดับคุณภาพงานวิจัยให้มีความน่าเชื่อถือและมีคุณค่าทางวิชาการอย่างแท้จริง
Regression ที่ดีไม่ใช่ Regression ที่มีตัวเลขสวยที่สุด แต่คือ Regression ที่ ตีความได้ถูกต้อง อธิบายได้ชัดเจน และใช้ตอบคำถามวิจัยได้ตรงประเด็น