💡 กำลังหาข้อมูลทำวิจัยอยู่ใช่ไหม? อ่านบทความนี้จบ ทำตามได้เลย!
แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
📋 ประเมินราคาวิจัย (ฟรี)

การทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) เป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์หรือปฏิเสธข้อคาดการณ์ทางทฤษฎีด้วยหลักฐานเชิงสถิติ ในบรรดาเทคนิคทางสถิติทั้งหมด Regression Analysis (การวิเคราะห์การถดถอย) ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอิทธิพลของตัวแปร

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหา เช่น

  • ไม่แน่ใจว่าสมมติฐานแบบใดเหมาะกับ Regression

  • สับสนระหว่าง F-test กับ t-test

  • แปลผลค่าสัมประสิทธิ์ไม่ถูกต้อง

  • เขียนรายงานผลไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการ

บทความนี้จึงจัดทำขึ้นในรูปแบบ คู่มือสำหรับนักวิจัย เพื่ออธิบาย การทดสอบสมมติฐานด้วย Regression อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การตั้งสมมติฐาน การเลือกโมเดล การทดสอบทางสถิติ การแปลผล ไปจนถึงแนวทางเขียนรายงานวิจัยให้ผ่านการประเมินอย่างมั่นใจ


Table of Contents

ความสำคัญของการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression

Regression Analysis ไม่ได้มีหน้าที่เพียงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แต่เป็นกลไกหลักในการ

  • ทดสอบสมมติฐานการวิจัย

  • ตรวจสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระต่อตัวแปรตาม

  • ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน

  • สนับสนุนข้อสรุปเชิงทฤษฎี

ในงานวิจัยระดับวิทยานิพนธ์ บทที่ 4 มักใช้ Regression เป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์สมมติฐาน หากนักวิจัยเข้าใจขั้นตอนการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของงานวิจัยอย่างมาก


ทำความเข้าใจสมมติฐานการวิจัยและสมมติฐานทางสถิติ

ก่อนใช้ Regression นักวิจัยต้องแยกให้ออกระหว่าง

1. สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis)

เป็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้นจากทฤษฎีหรือกรอบแนวคิด เช่น

แรงจูงใจในการทำงานมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน


2. สมมติฐานทางสถิติ (Statistical Hypothesis)

เป็นสมมติฐานที่ใช้ในการทดสอบทางสถิติ แบ่งเป็น

  • H₀ (Null Hypothesis): ไม่มีอิทธิพล / ไม่มีความสัมพันธ์

  • H₁ (Alternative Hypothesis): มีอิทธิพล / มีความสัมพันธ์

Regression Analysis ใช้ทดสอบสมมติฐานทางสถิติเพื่อสนับสนุนหรือปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย


รูปแบบสมมติฐานที่เหมาะกับ Regression

Regression เหมาะกับสมมติฐานในลักษณะต่อไปนี้

  • X มีผลต่อ Y

  • X₁, X₂, X₃ มีผลต่อ Y

  • X มีผลต่อ Y เมื่อควบคุม Z

  • X มีผลต่อ Y โดยมี M เป็นตัวแปรส่งผ่าน

  • ความสัมพันธ์ระหว่าง X และ Y เปลี่ยนไปเมื่อมี W เป็นตัวแปรกำกับ

สมมติฐานเหล่านี้สามารถทดสอบได้ด้วย Regression ประเภทต่าง ๆ


ขั้นตอนที่ 1 การตั้งสมมติฐานสำหรับการทดสอบด้วย Regression

ตัวอย่างการตั้งสมมติฐาน

สมมติฐานการวิจัย

แรงจูงใจในการเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

สมมติฐานทางสถิติ

  • H₀: แรงจูงใจในการเรียนไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

  • H₁: แรงจูงใจในการเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

การตั้งสมมติฐานต้องชัดเจน สอดคล้องกับตัวแปรที่วัดได้จริง


ขั้นตอนที่ 2 การเลือกประเภท Regression ให้เหมาะสม

การเลือก Regression ที่ถูกต้องเป็นเงื่อนไขสำคัญของการทดสอบสมมติฐาน

  • ตัวแปรตามเชิงปริมาณ → Linear / Multiple Regression

  • ตัวแปรตามเชิงกลุ่ม → Logistic Regression

  • ต้องการควบคุมตัวแปร → Hierarchical Regression

  • มีตัวแปรส่งผ่าน → Mediation Regression

  • มีตัวแปรกำกับ → Moderation Regression

หากเลือก Regression ไม่เหมาะสม ผลการทดสอบสมมติฐานจะไม่น่าเชื่อถือ


ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบข้อสมมติของ Regression

ก่อนทดสอบสมมติฐาน ต้องตรวจสอบ Regression Assumptions ได้แก่

  • ความเป็นเชิงเส้น

  • ความเป็นอิสระของค่าคลาดเคลื่อน

  • ความแปรปรวนคงที่

  • การแจกแจงแบบปกติของค่าคลาดเคลื่อน

  • การไม่มี Multicollinearity

การไม่ตรวจสอบสมมติฐานเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยและส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของผลการทดสอบ


ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบสมมติฐานระดับโมเดลด้วย F-test

ความหมายของ F-test

F-test ใช้ทดสอบว่า

ตัวแปรอิสระทั้งหมดในโมเดลร่วมกันมีผลต่อตัวแปรตามหรือไม่

สมมติฐาน

  • H₀: ตัวแปรอิสระทั้งหมดไม่มีผลต่อตัวแปรตาม

  • H₁: อย่างน้อยหนึ่งตัวแปรมีผลต่อตัวแปรตาม

การแปลผล

  • p-value < .05 → โมเดลมีนัยสำคัญทางสถิติ

ตัวอย่างการเขียนรายงาน

ผลการทดสอบ F-test พบว่าโมเดลการถดถอยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


ขั้นตอนที่ 5 การทดสอบสมมติฐานระดับตัวแปรด้วย t-test

ความหมายของ t-test

t-test ใช้ทดสอบว่า

ตัวแปรอิสระแต่ละตัวมีอิทธิพลต่อตัวแปรตามหรือไม่

สมมติฐาน

  • H₀: ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย = 0

  • H₁: ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย ≠ 0

การแปลผล

  • p-value < .05 → ตัวแปรมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ

  • p-value ≥ .05 → ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ

เฉพาะตัวแปรที่ผ่าน t-test เท่านั้นที่สามารถใช้ยืนยันสมมติฐานการวิจัยได้


ขั้นตอนที่ 6 การตีความค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย

การทดสอบสมมติฐานด้วย Regression ไม่สมบูรณ์หากไม่ตีความค่าสัมประสิทธิ์

  • Unstandardized Coefficient (b): ใช้อธิบายเชิงหน่วยจริง

  • Standardized Coefficient (β): ใช้เปรียบเทียบอิทธิพลระหว่างตัวแปร

ตัวอย่างการตีความ

ค่า β = 0.45 แสดงว่าแรงจูงใจมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูง


ตัวอย่างการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression (เชิงวิชาการ)

สมมติฐาน

แรงจูงใจในการเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ผลการวิเคราะห์

  • β = 0.52

  • p < .001

การสรุปผล

ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่าแรงจูงใจในการเรียนมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สนับสนุนสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้


ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression

  1. ใช้ Regression โดยไม่ตั้งสมมติฐานชัดเจน

  2. ดูเฉพาะค่า p-value โดยไม่ดูขนาดอิทธิพล

  3. ไม่แยกระดับการทดสอบ (โมเดล vs ตัวแปร)

  4. ตีความผลเชิงสาเหตุเกินขอบเขตข้อมูล

  5. ไม่รายงานการตรวจสอบสมมติฐาน


แนวทางเขียนรายงานผลการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression

การเขียนที่ดีควร

  • ระบุสมมติฐานอย่างชัดเจน

  • รายงานค่า F, t, β, p-value

  • ใช้ภาษาวิชาการ ไม่กำกวม

  • เชื่อมโยงผลลัพธ์กับทฤษฎี

  • ระบุข้อจำกัดของการวิจัย


บทสรุป

คู่มือสำหรับนักวิจัย: การทดสอบสมมติฐานด้วย Regression แสดงให้เห็นว่า Regression Analysis เป็นมากกว่าสถิติในการคำนวณตัวเลข แต่เป็นกระบวนการพิสูจน์สมมติฐานทางวิชาการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งสมมติฐาน การเลือกโมเดล การทดสอบ F-test และ t-test ไปจนถึงการตีความและรายงานผล

นักวิจัยที่เข้าใจขั้นตอนเหล่านี้อย่างถ่องแท้ จะสามารถใช้ Regression เพื่อสร้างข้อค้นพบที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตอบคำถามวิจัยได้อย่างแท้จริง

Regression ที่ดีไม่ใช่ Regression ที่ “ให้ผลมีนัยสำคัญมากที่สุด” แต่คือ Regression ที่ ทดสอบสมมติฐานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และอธิบายได้อย่างมีเหตุผล

RESEARCH

⚡ อ่านจบแล้ว... ยังรู้สึกว่า "งานวิจัย" เป็นเรื่องยาก? ⚡

อย่าปล่อยให้ความเครียดเรื่องธีซิสกัดกินเวลาของคุณ ให้ทีมงานมืออาชีพจาก อิมเพรส เลกาซี่ เป็นที่ปรึกษา เราพร้อมดูแลคุณทุกขั้นตอน

Line ID: @impressedu | Tel: 092-476-6638
Scroll to Top