แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
การทดสอบสมมติฐาน (Hypothesis Testing) เป็นหัวใจสำคัญของงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีเป้าหมายเพื่อพิสูจน์หรือปฏิเสธข้อคาดการณ์ทางทฤษฎีด้วยหลักฐานเชิงสถิติ ในบรรดาเทคนิคทางสถิติทั้งหมด Regression Analysis (การวิเคราะห์การถดถอย) ถือเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์และอิทธิพลของตัวแปร
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหา เช่น
-
ไม่แน่ใจว่าสมมติฐานแบบใดเหมาะกับ Regression
-
สับสนระหว่าง F-test กับ t-test
-
แปลผลค่าสัมประสิทธิ์ไม่ถูกต้อง
-
เขียนรายงานผลไม่สอดคล้องกับหลักวิชาการ
บทความนี้จึงจัดทำขึ้นในรูปแบบ คู่มือสำหรับนักวิจัย เพื่ออธิบาย การทดสอบสมมติฐานด้วย Regression อย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การตั้งสมมติฐาน การเลือกโมเดล การทดสอบทางสถิติ การแปลผล ไปจนถึงแนวทางเขียนรายงานวิจัยให้ผ่านการประเมินอย่างมั่นใจ
ความสำคัญของการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression
Regression Analysis ไม่ได้มีหน้าที่เพียงอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร แต่เป็นกลไกหลักในการ
-
ทดสอบสมมติฐานการวิจัย
-
ตรวจสอบอิทธิพลของตัวแปรอิสระต่อตัวแปรตาม
-
ควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน
-
สนับสนุนข้อสรุปเชิงทฤษฎี
ในงานวิจัยระดับวิทยานิพนธ์ บทที่ 4 มักใช้ Regression เป็นเครื่องมือหลักในการพิสูจน์สมมติฐาน หากนักวิจัยเข้าใจขั้นตอนการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression อย่างถูกต้อง จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือของงานวิจัยอย่างมาก
ทำความเข้าใจสมมติฐานการวิจัยและสมมติฐานทางสถิติ
ก่อนใช้ Regression นักวิจัยต้องแยกให้ออกระหว่าง
1. สมมติฐานการวิจัย (Research Hypothesis)
เป็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้นจากทฤษฎีหรือกรอบแนวคิด เช่น
แรงจูงใจในการทำงานมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน
2. สมมติฐานทางสถิติ (Statistical Hypothesis)
เป็นสมมติฐานที่ใช้ในการทดสอบทางสถิติ แบ่งเป็น
-
H₀ (Null Hypothesis): ไม่มีอิทธิพล / ไม่มีความสัมพันธ์
-
H₁ (Alternative Hypothesis): มีอิทธิพล / มีความสัมพันธ์
Regression Analysis ใช้ทดสอบสมมติฐานทางสถิติเพื่อสนับสนุนหรือปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย
รูปแบบสมมติฐานที่เหมาะกับ Regression
Regression เหมาะกับสมมติฐานในลักษณะต่อไปนี้
-
X มีผลต่อ Y
-
X₁, X₂, X₃ มีผลต่อ Y
-
X มีผลต่อ Y เมื่อควบคุม Z
-
X มีผลต่อ Y โดยมี M เป็นตัวแปรส่งผ่าน
-
ความสัมพันธ์ระหว่าง X และ Y เปลี่ยนไปเมื่อมี W เป็นตัวแปรกำกับ
สมมติฐานเหล่านี้สามารถทดสอบได้ด้วย Regression ประเภทต่าง ๆ
ขั้นตอนที่ 1 การตั้งสมมติฐานสำหรับการทดสอบด้วย Regression
ตัวอย่างการตั้งสมมติฐาน
สมมติฐานการวิจัย
แรงจูงใจในการเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สมมติฐานทางสถิติ
-
H₀: แรงจูงใจในการเรียนไม่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
-
H₁: แรงจูงใจในการเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การตั้งสมมติฐานต้องชัดเจน สอดคล้องกับตัวแปรที่วัดได้จริง
ขั้นตอนที่ 2 การเลือกประเภท Regression ให้เหมาะสม
การเลือก Regression ที่ถูกต้องเป็นเงื่อนไขสำคัญของการทดสอบสมมติฐาน
-
ตัวแปรตามเชิงปริมาณ → Linear / Multiple Regression
-
ตัวแปรตามเชิงกลุ่ม → Logistic Regression
-
ต้องการควบคุมตัวแปร → Hierarchical Regression
-
มีตัวแปรส่งผ่าน → Mediation Regression
-
มีตัวแปรกำกับ → Moderation Regression
หากเลือก Regression ไม่เหมาะสม ผลการทดสอบสมมติฐานจะไม่น่าเชื่อถือ
ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบข้อสมมติของ Regression
ก่อนทดสอบสมมติฐาน ต้องตรวจสอบ Regression Assumptions ได้แก่
-
ความเป็นเชิงเส้น
-
ความเป็นอิสระของค่าคลาดเคลื่อน
-
ความแปรปรวนคงที่
-
การแจกแจงแบบปกติของค่าคลาดเคลื่อน
-
การไม่มี Multicollinearity
การไม่ตรวจสอบสมมติฐานเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อยและส่งผลโดยตรงต่อความถูกต้องของผลการทดสอบ
ขั้นตอนที่ 4 การทดสอบสมมติฐานระดับโมเดลด้วย F-test
ความหมายของ F-test
F-test ใช้ทดสอบว่า
ตัวแปรอิสระทั้งหมดในโมเดลร่วมกันมีผลต่อตัวแปรตามหรือไม่
สมมติฐาน
-
H₀: ตัวแปรอิสระทั้งหมดไม่มีผลต่อตัวแปรตาม
-
H₁: อย่างน้อยหนึ่งตัวแปรมีผลต่อตัวแปรตาม
การแปลผล
-
p-value < .05 → โมเดลมีนัยสำคัญทางสถิติ
ตัวอย่างการเขียนรายงาน
ผลการทดสอบ F-test พบว่าโมเดลการถดถอยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ขั้นตอนที่ 5 การทดสอบสมมติฐานระดับตัวแปรด้วย t-test
ความหมายของ t-test
t-test ใช้ทดสอบว่า
ตัวแปรอิสระแต่ละตัวมีอิทธิพลต่อตัวแปรตามหรือไม่
สมมติฐาน
-
H₀: ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย = 0
-
H₁: ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย ≠ 0
การแปลผล
-
p-value < .05 → ตัวแปรมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ
-
p-value ≥ .05 → ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญ
เฉพาะตัวแปรที่ผ่าน t-test เท่านั้นที่สามารถใช้ยืนยันสมมติฐานการวิจัยได้
ขั้นตอนที่ 6 การตีความค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย
การทดสอบสมมติฐานด้วย Regression ไม่สมบูรณ์หากไม่ตีความค่าสัมประสิทธิ์
-
Unstandardized Coefficient (b): ใช้อธิบายเชิงหน่วยจริง
-
Standardized Coefficient (β): ใช้เปรียบเทียบอิทธิพลระหว่างตัวแปร
ตัวอย่างการตีความ
ค่า β = 0.45 แสดงว่าแรงจูงใจมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับสูง
ตัวอย่างการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression (เชิงวิชาการ)
สมมติฐาน
แรงจูงใจในการเรียนมีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ผลการวิเคราะห์
-
β = 0.52
-
p < .001
การสรุปผล
ผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่าแรงจูงใจในการเรียนมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สนับสนุนสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression
-
ใช้ Regression โดยไม่ตั้งสมมติฐานชัดเจน
-
ดูเฉพาะค่า p-value โดยไม่ดูขนาดอิทธิพล
-
ไม่แยกระดับการทดสอบ (โมเดล vs ตัวแปร)
-
ตีความผลเชิงสาเหตุเกินขอบเขตข้อมูล
-
ไม่รายงานการตรวจสอบสมมติฐาน
แนวทางเขียนรายงานผลการทดสอบสมมติฐานด้วย Regression
การเขียนที่ดีควร
-
ระบุสมมติฐานอย่างชัดเจน
-
รายงานค่า F, t, β, p-value
-
ใช้ภาษาวิชาการ ไม่กำกวม
-
เชื่อมโยงผลลัพธ์กับทฤษฎี
-
ระบุข้อจำกัดของการวิจัย
บทสรุป
คู่มือสำหรับนักวิจัย: การทดสอบสมมติฐานด้วย Regression แสดงให้เห็นว่า Regression Analysis เป็นมากกว่าสถิติในการคำนวณตัวเลข แต่เป็นกระบวนการพิสูจน์สมมติฐานทางวิชาการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การตั้งสมมติฐาน การเลือกโมเดล การทดสอบ F-test และ t-test ไปจนถึงการตีความและรายงานผล
นักวิจัยที่เข้าใจขั้นตอนเหล่านี้อย่างถ่องแท้ จะสามารถใช้ Regression เพื่อสร้างข้อค้นพบที่มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ และตอบคำถามวิจัยได้อย่างแท้จริง
Regression ที่ดีไม่ใช่ Regression ที่ “ให้ผลมีนัยสำคัญมากที่สุด” แต่คือ Regression ที่ ทดสอบสมมติฐานได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และอธิบายได้อย่างมีเหตุผล