คลังเก็บป้ายกำกับ: การเขียนบทนำ

ขั้นตอนในการเขียนบทนำการวิจัย

บทนำการวิจัยเป็นบทแรกที่ผู้อ่านจะพบเจอในรายงานวิจัย มีหน้าที่ในการแนะนำหัวข้อการวิจัยและสร้างความสนใจให้กับผู้อ่าน บทความนี้ได้แนะนำ ขั้นตอนในการเขียนบทนำการวิจัย โดยบทนำที่ดีควรมีเนื้อหาที่ชัดเจน กระชับ และครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งหมดของการวิจัย

ขั้นตอนในการเขียนบทนำการวิจัย มีดังนี้

1. กำหนดขอบเขตของการวิจัย

ขั้นแรก ผู้วิจัยควรกำหนดขอบเขตของการวิจัยให้ชัดเจนว่าต้องการศึกษาอะไร ศึกษาใคร ศึกษาที่ไหน ศึกษาเมื่อไหร่ และศึกษาอย่างไร การกำหนดขอบเขตของการวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเขียนบทนำได้อย่างครอบคลุมและเฉพาะเจาะจง

ตัวอย่าง

สมมติว่าผู้วิจัยต้องการศึกษา “ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ” ขอบเขตของการวิจัยนี้อาจกำหนดได้ว่า

  • ศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพของการให้บริการ
  • ศึกษาปัจจัยด้านความสะดวกในการใช้งาน
  • ศึกษาปัจจัยด้านราคา
  • ศึกษาปัจจัยด้านความสะอาด
  • ศึกษาปัจจัยด้านความปลอดภัย
  • ศึกษาปัจจัยด้านความตรงต่อเวลา

2. สรุปที่มาและความสำคัญของปัญหา

หลังจากกำหนดขอบเขตของการวิจัยแล้ว ผู้วิจัยควรสรุปที่มาและความสำคัญของปัญหาที่ศึกษา โดยการอธิบายถึงสภาพปัจจุบันของปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหานั้นๆ การสรุปที่มาและความสำคัญของปัญหาจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความจำเป็นในการทำวิจัยนี้

ตัวอย่าง

จากตัวอย่างข้างต้น ผู้วิจัยอาจสรุปที่มาและความสำคัญของปัญหาได้ดังนี้

  • ในปัจจุบัน บริการขนส่งสาธารณะในประเทศไทยยังไม่ได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผู้ใช้หันมาใช้บริการขนส่งส่วนบุคคลมากขึ้น
  • สาเหตุของความไม่พึงพอใจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น คุณภาพของการให้บริการที่ไม่สม่ำเสมอ ความสะดวกในการใช้งานที่จำกัด ราคาที่สูง ความสะอาดที่ไม่เพียงพอ ความปลอดภัยที่ไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และความไม่ตรงต่อเวลา
  • ความไม่พึงพอใจต่อบริการขนส่งสาธารณะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้โดยตรง เช่น เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และเกิดความเสี่ยงต่อความปลอดภัย

3. ระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัย

วัตถุประสงค์ของการวิจัยคือสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการจะตอบคำถามหรือค้นหาคำตอบ วัตถุประสงค์ของการวิจัยควรระบุให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าผู้วิจัยต้องการจะศึกษาอะไรจากงานวิจัยนี้

วัตถุประสงค์ของการวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • วัตถุประสงค์ทั่วไป หมายถึง วัตถุประสงค์ที่กว้างๆ ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดของการวิจัย เช่น
    • เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
    • เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอน
    • เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยารักษาโรคมะเร็งชนิดใหม่
  • วัตถุประสงค์เฉพาะ หมายถึง วัตถุประสงค์ที่เจาะจงลงไปในรายละเอียด เช่น
    • เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพของการให้บริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
    • เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษามหาวิทยาลัยเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์
    • เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยารักษาโรคมะเร็งชนิดใหม่ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้

  • ชัดเจน เข้าใจง่าย
  • เฉพาะเจาะจง
  • เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ
  • สอดคล้องกับขอบเขตของการวิจัย

ตัวอย่างการระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัย เช่น

  • วัตถุประสงค์ทั่วไป
    • เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
  • วัตถุประสงค์เฉพาะ
    • เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพของการให้บริการ ความสะดวกในการใช้งาน ราคา ความสะอาด ความปลอดภัย และความตรงต่อเวลา ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ

ในการระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัย ผู้วิจัยควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • ปัญหาการวิจัยที่ศึกษา
  • ขอบเขตของการวิจัย
  • กรอบแนวคิดในการวิจัย
  • ตัวแปรในการวิจัย

วัตถุประสงค์ของการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญมากในการวิจัย เพราะจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ตัวอย่าง

จากตัวอย่างข้างต้น วัตถุประสงค์ของการวิจัยอาจระบุได้ดังนี้

  • เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ
  • เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพของบริการขนส่งสาธารณะให้ได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้มากขึ้น

4. ระบุกรอบแนวคิดในการวิจัย

กรอบแนวคิดในการวิจัยคือทฤษฎีหรือกรอบความคิดที่ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์หรือปัญหาที่ศึกษา กรอบแนวคิดในการวิจัยจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถกำหนดตัวแปรในการวิจัยและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

กรอบแนวคิดในการวิจัยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี หมายถึง กรอบแนวคิดที่มาจากทฤษฎีหรือแนวคิดทางวิชาการ เช่น ทฤษฎีความพึงพอใจของลูกค้า ทฤษฎีการเรียนรู้ ทฤษฎีพฤติกรรมผู้บริโภค เป็นต้น
  • กรอบแนวคิดเชิงประจักษ์ หมายถึง กรอบแนวคิดที่ได้จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลการวิจัยก่อนหน้านี้ ผลการสำรวจความคิดเห็น เป็นต้น

ในการระบุกรอบแนวคิดในการวิจัย ผู้วิจัยควรพิจารณาปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • ปัญหาการวิจัยที่ศึกษา
  • ขอบเขตของการวิจัย
  • วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  • ตัวแปรในการวิจัย

ตัวอย่างการระบุกรอบแนวคิดในการวิจัย เช่น

  • กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี
    • กรอบแนวคิดการวิจัยนี้ใช้ทฤษฎีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Theory) ซึ่งอธิบายว่าความพึงพอใจของลูกค้าเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น คุณภาพของสินค้าหรือบริการ ความสะดวกในการใช้งาน ราคา และความสะอาด
  • กรอบแนวคิดเชิงประจักษ์
    • กรอบแนวคิดการวิจัยนี้ใช้ผลการวิจัยของ [ชื่อนักวิจัย] ที่ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ โดยผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้า ได้แก่ คุณภาพของการให้บริการ ความสะดวกในการใช้งาน ราคา ความสะอาด ความปลอดภัย และความตรงต่อเวลา

กรอบแนวคิดในการวิจัยเป็นสิ่งสำคัญมากในการวิจัย เพราะจะช่วยให้ผู้วิจัยสามารถวางแผนการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือมากขึ้น

ตัวอย่าง

จากตัวอย่างข้างต้น กรอบแนวคิดในการวิจัยอาจใช้ทฤษฎีความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction Theory) ซึ่งอธิบายว่าความพึงพอใจของลูกค้าเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น คุณภาพของสินค้าหรือบริการ ความสะดวกในการใช้งาน ราคา และความสะอาด

5. สรุปบทนำ

ในตอนท้ายของบทนำ ผู้วิจัยควรสรุปเนื้อหาทั้งหมดของบทนำอีกครั้ง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงประเด็นสำคัญทั้งหมดของการวิจัย

ตัวอย่าง

จากตัวอย่างข้างต้น ผู้วิจัยอาจสรุปบทนำได้ดังนี้

งานวิจัยนี้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้าในการใช้บริการขนส่งสาธารณะ โดยสรุปได้ว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของลูกค้า ได้แก่ คุณภาพของการให้บริการ ความสะดวกในการใช้งาน ราคา ความสะอาด ความปลอดภัย และความตรงต่อเวลา ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพของบริการขนส่งสาธารณะให้ได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้มากขึ้น

ข้อควรระวังในการเขียนบทนำการวิจัย


ข้อควรระวังในการเขียนบทนำการวิจัย มีดังนี้

  • ไม่ควรใช้ภาษาที่ยืดยาวหรือซับซ้อนจนเกินไป ผู้อ่านควรสามารถเข้าใจเนื้อหาของบทนำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย หากใช้ภาษาที่ยืดยาวหรือซับซ้อนจนเกินไป อาจทำให้ผู้อ่านสับสนและเข้าใจยาก
  • ไม่ควรใช้ศัพท์เทคนิคหรือคำศัพท์เฉพาะทางมากเกินไป หากจำเป็นต้องใช้ศัพท์เทคนิคหรือคำศัพท์เฉพาะทาง ควรอธิบายความหมายให้เข้าใจง่ายก่อนใช้
  • ไม่ควรใส่ความคิดเห็นหรือความเชื่อส่วนตัวของผู้วิจัยลงไปในบทนำ บทนำควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ควรใส่ความคิดเห็นหรือความเชื่อส่วนตัวของผู้วิจัยลงไป เพราะอาจทำให้ผลการวิจัยมีความน่าเชื่อถือลดลง
  • ควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ครบถ้วน ข้อมูลที่ใช้อ้างอิงในบทนำควรเป็นข้อมูลที่เป็นปัจจุบันและเชื่อถือได้ ควรอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบข้อมูลได้

นอกจากนี้ ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงการเขียนบทนำที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

  • บทนำที่ยาวเกินไป บทนำไม่ควรยาวเกิน 1 หน้ากระดาษ
  • บทนำที่ซ้ำซ้อนกับบทคัดย่อ บทนำไม่ควรซ้ำซ้อนกับบทคัดย่อ เพราะบทคัดย่อเป็นส่วนที่สรุปเนื้อหาทั้งหมดของรายงานวิจัยไว้แล้ว
  • บทนำที่ขาดความน่าสนใจ บทนำควรเขียนให้น่าสนใจ ดึงดูดให้ผู้อ่านอยากอ่านรายงานวิจัยต่อไป

สรุปได้ว่า บทนำการวิจัยเป็นบทที่สำคัญที่สุดบทหนึ่งในรายงานวิจัย เพราะเป็นส่วนแรกที่ผู้อ่านจะพบเจอ ผู้วิจัยควรเข้าใจใน ขั้นตอนในการเขียนบทนำการวิจัย และให้ความสำคัญในการเขียนบทนำให้มีคุณภาพ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงหัวข้อการวิจัยและเกิดความสนใจที่จะอ่านรายงานวิจัยต่อไป

การเขียนบทนำการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ

บทนำการวิจัยเป็นบทที่สำคัญที่สุดในงานวิจัย เพราะเป็นส่วนแรกที่ผู้อ่านจะพบ ทำหน้าที่ในการดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของปัญหาวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย และขอบเขตของการวิจัย บทความนี้ได้แนะนำ การเขียนบทนำการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นปัญหาของงานวิจัย และเห็นความสำคัญของการวิจัยนั้นๆ

องค์ประกอบสำคัญของบทนำการวิจัย

บทนำการวิจัยที่ดีควรมีองค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 

  • ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา เป็นองค์ประกอบสำคัญประการแรกของบทนำการวิจัย เป็นการอธิบายถึงสภาพปัจจุบันของปัญหา สาเหตุของปัญหา และผลกระทบของปัญหา ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงปัญหาและความจำเป็นในการวิจัย
  • สภาพปัจจุบันของปัญหา เป็นการอธิบายถึงสถานการณ์ของปัญหาในปัจจุบัน ว่าเป็นอย่างไร เกิดขึ้นเมื่อใด เกิดขึ้นที่ไหน มีขอบเขตอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความรุนแรงของปัญหา
  • สาเหตุของปัญหา เป็นการอธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหา ปัจจัยเหล่านี้อาจเป็นปัจจัยภายในหรือภายนอก ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เทคโนโลยี เป็นต้น
  • ผลกระทบของปัญหา เป็นการอธิบายถึงผลที่ตามมาของปัญหา ผลกระทบเหล่านี้อาจส่งผลต่อบุคคล สังคม หรือสิ่งแวดล้อม ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความรุนแรงของปัญหา และเห็นถึงความสำคัญของการวิจัย

ตัวอย่างการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ตัวอย่างการเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาเรื่อง “ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อพฤติกรรมผู้บริโภค” มีดังนี้

ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คน รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคด้วย ผู้บริโภคในปัจจุบันมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม หันมาซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้มีผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ มากมาย

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้เขียนได้อธิบายถึงสภาพปัจจุบันของปัญหาว่า เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป สาเหตุของปัญหาคือเทคโนโลยีสารสนเทศที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการ ผลกระทบของปัญหาคือพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อธุรกิจต่างๆ มากมาย

การเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาที่ดีควรกระชับ ชัดเจน และน่าติดตาม ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นปัญหาได้อย่างง่ายดาย โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และอ้างอิงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 

วัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นองค์ประกอบสำคัญประการที่สองของบทนำการวิจัย เป็นการระบุถึงสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการจะตอบจากการทำวิจัย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่างานวิจัยนั้นต้องการจะศึกษาอะไร

วัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ดีควรมีคุณสมบัติดังนี้

  • ชัดเจน ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ทันทีว่างานวิจัยนั้นต้องการจะศึกษาอะไร
  • เฉพาะเจาะจง ไม่กว้างเกินไปหรือแคบเกินไป
  • สามารถวัดได้ มีวิธีการที่จะวัดผลลัพธ์ของการวิจัยได้
  • สามารถทดสอบได้ มีวิธีการที่จะตรวจสอบหรือทดสอบวัตถุประสงค์ของการวิจัยได้

ตัวอย่างการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย

ตัวอย่างการเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อพฤติกรรมผู้บริโภค” มีดังนี้

  • ศึกษาพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ผลกระทบของพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้เขียนได้ระบุวัตถุประสงค์ของการวิจัยอย่างชัดเจน เฉพาะเจาะจง สามารถวัดได้ และสามารถทดสอบได้

การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ดีจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่างานวิจัยนั้นต้องการจะศึกษาอะไร และช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดแนวทางในการดำเนินการวิจัยได้อย่างเหมาะสม

3. ขอบเขตของการวิจัย 

ขอบเขตของการวิจัย เป็นองค์ประกอบสำคัญประการที่สามของบทนำการวิจัย เป็นการระบุถึงขอบเขตของการศึกษา ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่างานวิจัยนั้นศึกษาอะไรบ้าง ไม่ศึกษาอะไรบ้าง

ขอบเขตของการวิจัยอาจกำหนดได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น

  • เนื้อหาที่ศึกษา เช่น ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภค ศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • กลุ่มตัวอย่าง เช่น ศึกษาผู้บริโภคในประเทศไทย ศึกษาผู้บริโภคในกรุงเทพมหานคร
  • ระยะเวลา เช่น ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2565

ตัวอย่างการเขียนขอบเขตของการวิจัย

ตัวอย่างการเขียนขอบเขตของการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อพฤติกรรมผู้บริโภค” มีดังนี้

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เป็นการวิจัยที่ศึกษาความคิดเห็นและพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริโภคที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 500 คน

จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้เขียนได้ระบุขอบเขตของการวิจัยอย่างชัดเจน ระบุถึงเนื้อหาที่ศึกษา (พฤติกรรมผู้บริโภค) กลุ่มตัวอย่าง (ผู้บริโภคในประเทศไทย) และระยะเวลา (ปี 2565)

การเขียนขอบเขตของการวิจัยที่ดีจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจว่างานวิจัยนั้นศึกษาอะไรบ้าง ไม่ศึกษาอะไรบ้าง และช่วยให้ผู้วิจัยกำหนดแนวทางในการดำเนินการวิจัยได้อย่างเหมาะสม

นอกจากองค์ประกอบสำคัญข้างต้นแล้ว บทนำการวิจัยที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

  • กระชับ ชัดเจน และน่าติดตาม ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นปัญหาของงานวิจัยได้อย่างง่ายดาย
  • ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์แสงทางวิชาการหรือภาษาที่ยากเกินไป
  • อ้างอิงข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน เพื่อให้ข้อมูลที่นำเสนอมีความน่าเชื่อถือ

การเขียนบทนำการวิจัยที่ดีจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นปัญหาของงานวิจัยและเห็นความสำคัญของการวิจัยนั้นๆ

ตัวอย่างการเขียนบทนำการวิจัย

ตัวอย่างการเขียนบทนำการวิจัยเรื่อง “ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อพฤติกรรมผู้บริโภค” มีดังนี้

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและบริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้คน รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคด้วย ผู้บริโภคในปัจจุบันมีพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม หันมาซื้อสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น พฤติกรรมการบริโภคเหล่านี้มีผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ มากมาย

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยกสิกรไทย (2564) พบว่า มูลค่าการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ในประเทศไทยในปี 2564 อยู่ที่ 1.67 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 36.6% จากปีก่อนหน้า โดยกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าแฟชั่น

พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ ส่งผลให้ธุรกิจต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ ธุรกิจต่างๆ จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อนำไปพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดและการขายที่เหมาะสม

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมุ่งศึกษาประเด็นต่อไปนี้

  • พฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
  • ผลกระทบของพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภคภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ขอบเขตของการวิจัย

งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เป็นการวิจัยที่ศึกษาความคิดเห็นและพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริโภคที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 500 คน

สรุป

จากความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของผู้บริโภค ส่งผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ มากมาย งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อพฤติกรรมผู้บริโภค โดยมุ่งศึกษาประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยที่ได้จะเป็นข้อมูลสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจต่างๆ ในการปรับตัวให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้

จากตัวอย่าง การเขียนบทนำการวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ข้างต้น จะเห็นได้ว่าบทนำการวิจัยที่ดีควรมีองค์ประกอบสำคัญครบถ้วน เป็นการอธิบายถึงที่มาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย และขอบเขตของการวิจัยอย่างกระชับ ชัดเจน และน่าติดตาม จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นปัญหาของงานวิจัย และเห็นความสำคัญของการวิจัยนั้นๆ

วิธีการเขียนบทนำการวิจัยแบบเข้าใจง่าย

บทนำการวิจัยเปรียบเสมือนประตูสู่ผลงานวิจัยของคุณ เป็นส่วนแรกที่ผู้อ่านจะพบเจอ บทนำที่ดีจะดึงดูดความสนใจและสร้างความประทับใจแรกพบ ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงความสำคัญของงานวิจัยของคุณ บทความนี้ได้แนะนำ วิธีการเขียนบทนำการวิจัยแบบเข้าใจง่าย และดึงดูดความสนใจของผู้อ่าน

องค์ประกอบสำคัญของบทนำการวิจัย

1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

อธิบายบริบทของงานวิจัยของคุณ ปัญหาที่คุณกำลังศึกษาคืออะไร มีความสำคัญอย่างไร อธิบายให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของปัญหา

  • บริบท: ในปัจจุบัน โลกของเราเต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารมากมาย ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ
  • ปัญหา: อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ ข้อมูลข่าวสารบางส่วนไม่เป็นความจริง หรือบิดเบือนความจริง สร้างความสับสนให้กับผู้คน
  • ความสำคัญ: ดังนั้น การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารจึงมีความสำคัญอย่างมาก
  • อธิบายให้ผู้อ่านเห็นภาพรวมของปัญหา: งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย

ตัวอย่าง:

ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มีข้อมูลข่าวสารมากมายเกี่ยวกับโรคนี้ปรากฏบนโซเชียลมีเดีย แต่ข้อมูลบางส่วนไม่เป็นความจริง สร้างความสับสนและความวิตกกังวลให้กับประชาชน

  • งานวิจัยนี้: งานวิจัยนี้จึงมุ่งหวังที่จะพัฒนาวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดีย
  • ผลลัพธ์: ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย
  • ประโยชน์: ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

ตัวอย่างนี้เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ เท่านั้น คุณสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับงานวิจัยของคุณ สิ่งสำคัญคือ คุณต้องอธิบายบริบท ปัญหา ความสำคัญ และภาพรวมของปัญหาให้ชัดเจน

2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

ระบุวัตถุประสงค์หลักของงานวิจัยของคุณ ต้องการตอบคำถามอะไร ต้องการค้นพบอะไร

  • วัตถุประสงค์หลัก: งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย

คำถามการวิจัย:

  • อะไรคือวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ?
  • ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย?
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้วิธีการใดบ้างในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร?
  • การค้นพบ: งานวิจัยนี้คาดหวังว่าจะค้นพบวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ

ตัวอย่าง:

งานวิจัยนี้คาดหวังว่าจะค้นพบวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดีย

  • ผลลัพธ์: ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย
  • ประโยชน์: ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้

3. คำถามการวิจัย

จากวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถแปลงเป็นคำถามการวิจัยได้ดังนี้

3.1 อะไรคือวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ?

  • คำถามย่อย:
    • มีวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียอะไรบ้าง?
    • วิธีการเหล่านั้นมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด?
    • ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อประสิทธิภาพของวิธีการตรวจสอบความถูกต้อง?

3.2 ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย?

  • คำถามย่อย:
    • แหล่งที่มาของข้อมูลมีผลต่อความถูกต้องหรือไม่?
    • เนื้อหาของข้อมูลมีผลต่อความถูกต้องหรือไม่?
    • ผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูลมีผลต่อความถูกต้องหรือไม่?
    • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีผลต่อความถูกต้องหรือไม่?

3.3 ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้วิธีการใดบ้างในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร?

  • คำถามย่อย:
    • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีความรู้เกี่ยวกับวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารมากน้อยเพียงใด?
    • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียใช้วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารหรือไม่?
    • ปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อการใช้วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร?

ตัวอย่าง:

จากวัตถุประสงค์ที่ต้องการค้นพบวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดีย

คำถามการวิจัย:

  • อะไรคือวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ?
  • แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดียที่มีความน่าเชื่อถือมีอะไรบ้าง?
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้วิธีการใดบ้างในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดีย?

คำถามการวิจัยที่ดีควร:

  • ชัดเจน ตรงประเด็น
  • สื่อความหมายได้อย่างครบถ้วน
  • ตอบสนองวัตถุประสงค์ของงานวิจัย
  • สามารถวัดผลได้
  • เป็นไปได้ที่จะตอบคำถาม

4. สมมติฐาน (ถ้ามี)

เสนอคำตอบที่เป็นไปได้สำหรับคำถามการวิจัย

สมมติฐาน 1:

วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย:

  • การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล
  • การตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูล
  • การตรวจสอบผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูล
  • การตรวจสอบความคิดเห็นของผู้อื่น

สมมติฐาน 2:

ปัจจัยที่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย ประกอบด้วย:

  • แหล่งที่มาของข้อมูล
  • เนื้อหาของข้อมูล
  • ผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูล
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

สมมติฐาน 3:

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล
  • การตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูล
  • การตรวจสอบผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูล
  • การตรวจสอบความคิดเห็นของผู้อื่น

ตัวอย่าง:

สมมติฐาน 1:

วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย:

  • การตรวจสอบว่าข้อมูลมาจากแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น เว็บไซต์ขององค์กรอนามัยโลก (WHO) หรือเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข
  • การตรวจสอบว่าเนื้อหาของข้อมูลนั้นถูกต้อง ตรงกับความเป็นจริง และไม่มีการบิดเบือนข้อมูล
  • การตรวจสอบว่าผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่
  • การตรวจสอบความคิดเห็นของผู้อื่นเกี่ยวกับข้อมูลนั้น

สมมติฐาน 2:

ปัจจัยที่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดีย ประกอบด้วย:

  • แหล่งที่มาของข้อมูล
  • เนื้อหาของข้อมูล
  • ผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูล
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย เช่น ผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่มีความรู้เกี่ยวกับโรคโควิด-19 มีแนวโน้มที่จะตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลมากกว่าผู้ใช้โซเชียลมีเดียที่ไม่มีความรู้

สมมติฐาน 3:

ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บนโซเชียลมีเดียได้ดังนี้:

  • การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล
  • การตรวจสอบเนื้อหาของข้อมูล
  • การตรวจสอบผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่ข้อมูล
  • การตรวจสอบความคิดเห็นของผู้อื่น

5. ขอบเขตของการวิจัย

อธิบายขอบเขตของงานวิจัยของคุณ อะไรอยู่ในขอบเขต อะไรไม่อยู่

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษา:

  • วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย
  • ปัจจัยที่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย
  • วิธีการที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย

งานวิจัยชิ้นนี้จำกัดขอบเขตอยู่ที่:

  • ข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโรคโควิด-19
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทย
  • แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Facebook, Twitter และ Instagram

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขต:

  • ศึกษาความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับหัวข้ออื่นๆ
  • ศึกษาผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศ
  • ศึกษาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ

ตัวอย่าง:

งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษา:

  • วิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บน Facebook, Twitter และ Instagram
  • ปัจจัยที่มีผลต่อความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บน Facebook, Twitter และ Instagram
  • วิธีการที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทยใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บน Facebook, Twitter และ Instagram

งานวิจัยชิ้นนี้จำกัดขอบเขตอยู่ที่:

  • ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 เท่านั้น
  • ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทยเท่านั้น
  • แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย Facebook, Twitter และ Instagram เท่านั้น

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้จำกัดขอบเขต:

  • ศึกษาความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับหัวข้ออื่นๆ เช่น การเมือง เศรษฐกิจ หรือ กีฬา
  • ศึกษาผู้ใช้โซเชียลมีเดียในต่างประเทศ
  • ศึกษาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ เช่น TikTok หรือ YouTube

การกำหนดขอบเขตของงานวิจัย:

  • ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถมุ่งเน้นไปที่ประเด็นหลักของงานวิจัย
  • ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถจัดการทรัพยากรและเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ช่วยให้ผู้วิจัยสามารถเขียนงานวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

อธิบายว่างานวิจัยของคุณจะสร้างประโยชน์อะไรบ้าง

งานวิจัยชิ้นนี้คาดว่าจะ:

  • พัฒนาวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดียที่มีประสิทธิภาพ
  • ช่วยให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
  • ช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย
  • ช่วยให้ผู้คนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
  • ช่วยให้สังคมมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

ตัวอย่าง:

งานวิจัยชิ้นนี้คาดว่าจะ:

  • พัฒนาวิธีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บน Facebook, Twitter และ Instagram
  • ช่วยให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียในประเทศไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้
  • ช่วยลดการแพร่กระจายของข้อมูลเท็จเกี่ยวกับโรคโควิด-19 บน Facebook, Twitter และ Instagram
  • ช่วยให้ผู้คนสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ได้อย่างถูกต้องบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง
  • ช่วยให้สังคมไทยมีข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

ประโยชน์:

  • ผลลัพธ์ของงานวิจัยนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย
  • ช่วยให้ผู้ใช้โซเชียลมีเดียมีทักษะในการคิดวิเคราะห์และประเมินข้อมูลข่าวสาร
  • ช่วยให้สังคมมีข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ

7. นิยามศัพท์ (ถ้ามี):

นิยามศัพท์เฉพาะทางที่ใช้ในงานวิจัย

ข้อมูลข่าวสาร: ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่นำมาเสนอเพื่อแจ้งให้ทราบ

โซเชียลมีเดีย: แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ผู้ใช้สามารถสร้างและแบ่งปันเนื้อหา โต้ตอบกับผู้อื่น และสร้างเครือข่าย

ความถูกต้อง: ข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับความเป็นจริง ไม่บิดเบือน

ข้อมูลเท็จ: ข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง

การตรวจสอบความถูกต้อง: กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร

แหล่งที่มา: ต้นกำเนิดของข้อมูลข่าวสาร

เนื้อหา: ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ

ผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่: บุคคลหรือองค์กรที่สร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย: บุคคลที่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

ตัวอย่าง:

ข้อมูลข่าวสาร: ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19

โซเชียลมีเดีย: Facebook, Twitter, Instagram

ความถูกต้อง: ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ตรงกับความเป็นจริง ไม่บิดเบือน

ข้อมูลเท็จ: ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19 ที่ไม่เป็นความจริง

การตรวจสอบความถูกต้อง: กระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคโควิด-19

แหล่งที่มา: เว็บไซต์ขององค์กรอนามัยโลก (WHO) เว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข

เนื้อหา: ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ เกี่ยวกับโรคโควิด-19

ผู้สร้าง/ผู้เผยแพร่: บุคคล องค์กร สื่อมวลชน

ผู้ใช้โซเชียลมีเดีย: บุคคลที่ใช้ Facebook, Twitter, Instagram

คุณสามารถเพิ่มเติมนิยามศัพท์เฉพาะทางอื่นๆ ที่ใช้ในงานวิจัยของคุณ

สิ่งสำคัญคือ คุณต้องนิยามศัพท์เฉพาะทางให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจงานวิจัยของคุณได้อย่างถูกต้อง

เทคนิคการเขียนบทนำให้เข้าใจง่าย

  • เขียนด้วยภาษาที่เรียบง่าย กระชับ ตรงประเด็น
  • หลีกเลี่ยงศัพท์เฉพาะทางที่ยากเกินไป
  • อธิบายเนื้อหาให้ชัดเจน
  • เน้นประเด็นสำคัญ
  • เชื่อมโยงงานวิจัยของคุณกับงานวิจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

ตัวอย่างบทนำการวิจัย

หัวข้อ: ผลของการใช้โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ต่อทักษะการฟังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา:

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมถึงการศึกษา โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์เป็นเครื่องมือใหม่ที่ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาครูผู้สอน

วัตถุประสงค์ของการวิจัย:

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ต่อทักษะการฟังของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

คำถามการวิจัย:

  • นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ใช้โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์มีทักษะการฟังภาษาอังกฤษดีขึ้นกว่านักเรียนที่ไม่ได้ใช้หรือไม่?
  • โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์มีผลต่อทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อย่างไร?

สมมติฐาน:

  • นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ใช้โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์จะมีทักษะการฟังภาษาอังกฤษดีขึ้นกว่านักเรียนที่ไม่ได้ใช้
  • โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์จะมีผลต่อทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในด้านต่างๆ ดังนี้:
    • ความสามารถในการเข้าใจใจความสำคัญ
    • ความสามารถในการระบุรายละเอียด
    • ความสามารถในการจดจำ
    • ความสามารถในการตีความ

ขอบเขตของการวิจัย:

การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาผลของการใช้โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ต่อทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ:

  • ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการพัฒนาโปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์
  • ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการฝึกทักษะการฟังภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

นิยามศัพท์:

  • ทักษะการฟังภาษาอังกฤษ: หมายถึง ความสามารถในการเข้าใจภาษาอังกฤษที่ได้ยิน
  • โปรแกรมสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์: หมายถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์หรือแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนที่ใช้สอนภาษาอังกฤษผ่านระบบออนไลน์

ตัวอย่างนี้เป็นเพียงแนวทางคร่าวๆ เท่านั้น คุณสามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับงานวิจัยของคุณ

สิ่งสำคัญคือ บทนำของคุณควรอ่านง่าย เข้าใจง่าย และดึงดูดความสนใจผู้อ่าน

จะเริ่มต้นเขียนความเป็นมาและความสำคัญของงานวิจัยอย่างไร

  1. เริ่มต้นด้วยการให้บริบทสำหรับการวิจัยของคุณโดยทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในสาขานั้น สิ่งนี้จะช่วยกำหนดความต้องการในการศึกษาของคุณและแสดงความเข้าใจของคุณเกี่ยวกับการวิจัยก่อนหน้านี้
  2. ระบุคำถามหรือปัญหาการวิจัยที่คุณกำลังตรวจสอบอย่างชัดเจน
  3. อธิบายว่าเหตุใดการวิจัยของคุณจึงมีความสำคัญโดยเน้นความหมายที่เป็นไปได้ของสิ่งที่คุณค้นพบสำหรับภาคสนามและต่อสังคม
  4. ให้ภาพรวมโดยย่อเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันของสาขาวิชาและระบุช่องว่างในเอกสารที่มีอยู่ซึ่งการวิจัยของคุณมีเป้าหมายเพื่อเติมเต็ม
  5. ใช้ส่วนนี้เพื่อโน้มน้าวผู้อ่านของคุณว่างานวิจัยของคุณมีค่าควรแก่การดำเนินการโดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความสำคัญและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
  6. เจาะจงเกี่ยวกับสิ่งที่คุณจะศึกษาและวิธีการที่คุณจะใช้ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล
  7. นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือต้องกล่าวถึงข้อจำกัดที่อาจเกิดขึ้นจากงานวิจัยของคุณ ซึ่งจะแสดงให้ผู้อ่านเห็นว่าคุณทราบถึงข้อจำกัดดังกล่าว และคุณได้พิจารณาถึงข้อจำกัดดังกล่าวในการออกแบบการวิจัยของคุณแล้ว
  8. สุดท้าย ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคำนำของคุณระบุวัตถุประสงค์และจุดมุ่งหมายของการวิจัยของคุณอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้อ่านรู้ว่าพวกเขาคาดหวังว่าจะได้เรียนรู้อะไรจากการศึกษาของคุณ

สิ่งสำคัญคือต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขียนความเป็นมาและความสำคัญของงานวิจัยของคุณเขียนไว้อย่างดีและมีการจัดระเบียบที่ดี เนื่องจากเป็นการกำหนดขั้นตอนสำหรับการค้นคว้าที่เหลือของคุณ ส่วนนี้ควรเขียนในลักษณะที่ง่ายสำหรับผู้อ่านที่จะเข้าใจ และควรให้ภาพรวมที่ชัดเจนและรัดกุมของงานวิจัยของคุณ

ช่องทางติดต่อ
Tel: 0924766638 คุณอาจุ้ย
อีเมล: ichalermlarp@gmail.com
LINE: @impressedu
(หยุดทุกวันอาทิตย์)

บริการรับทำวิจัย_รับทำวิจัย_การทำงานวิจัย_งานวิจัย_ข้อมูลงานวิจัย_จ้างทำวิจัย 5 บท_รับทำวิทยานิพนธ์_รับทำวิทยานิพนธ์ ราคา_บริการรับทำวิจัย.com_งานวิจัย คุณภาพ_ทำงานวิจัย_เคล็ดลับการทำงานวิจัย_บริการงานวิจัย_บริการรับทำวิจัย_รับทำวิจัย ราคา_บริการงานวิทยานิพนธ์_บริการรับทำวิทยานิพนธ์_รับทำวิทยานิพนธ์ ราคา_รับทำวิทยานิพนธ์_การทำงานวิทยานิพนธ์_งานวิทยานิพนธ์_บริการงานดุษฎีนิพนธ์_บริการรับทำดุษฎีนิพนธ์_รับทำดุษฎีนิพนธ์ ราคา_รับทำดุษฎีนิพนธ์_การทำงานดุษฎีนิพนธ์_งานดุษฎีนิพนธ์_เทคนิคทำงานวิจัย_ปัญหางานวิจัย_ข้อผิดพลาดในการทำวิจัย_กำหนดปัญหางานวิจัย_การเลือกหัวข้องานวิจัย_การทำวิทยานิพนธ์ปริญญาโท_วิทยานิพนธ์ป. โท_การเขียนวัตถุประสงค์การวิจัย_วัตถุประสงค์การวิจัย_หัวข้องานวิทยานิพนธ์_หัวข้องานวิจัย_หัวข้องานดุษฎีนิพนธ์_หัวข้อวิจัย การท่องเที่ยว_วิจัยหัวข้อ_งานวิจัยปริญญาตรี_งานวิจัยปริญญาโท_การทำ IS_การทำสารนิพนธ์_ทักษะการทำงานวิจัย_ทักษะพื้นฐานงานวิจัย_วิจัยการตลาด_บทคัดย่อ (Abstract) _การเขียนบทคัดย่อ_การเขียนบทความ

5 ข้อที่คุณต้องรู้ ก่อนลงมือเขียนบทนำงานวิจัย

การเขียนบทนำงานวิจัย หรือ บทที่ 1 ถือว่าเป็นส่วนที่ยากและท้าทายที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นบทแรกที่ผู้อ่านเข้าใจถึงความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาของหัวข้อเรื่องวิจัยที่ทำ ที่จะกล่าวถึงเหตุผลในการทำ คำถามและสมมุติฐานในงานวิจัย ขอบเขตของการวิจัย ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ และนิยามศัพท์

กรอบแนวคิดวิทยานิพนธ์_งานวิทยานิพนธ์_รับทำวิทยานิพนธ์_รับทำวิทยานิพนธ์ ราคา_ดุษฎีนิพนธ์_การทำดุษฎีนิพนธ์_งานดุษฎีนิพนธ์_ความล้มเหลวงานวิจัย_อาจารย์ที่ปรึกษา ปัญหา_อาจารย์ที่ปรึกวิจัย_ปัญหางานวิจัย_ข้อผิดพลาดในการทำวิจัย_กำหนดปัญหางานวิจัย_การเลือกหัวข้องานวิจัย_บริการรับทำวิจัย_รับทำวิจัย_การทำงานวิจัย_งานวิจัย_ข้อมูลงานวิจัย_จ้างทำวิจัย 5 บท_รับทำวิทยานิพนธ์_รับทำวิทยานิพนธ์ ราคา_บริการรับทำวิจัย.com_การทำ Thesis (ธีสิส) _การทำธีสิส_การสืบค้นข้อมูลงานวิจัย_งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง_ตั้งหัวข้อเรื่องงานวิจัย_การตั้งหัวข้อวิจัย_เทคนิคตั้งหัวข้อวิจัย_การเลือกหัวข้องานวิจัย_การเขียนบทความวิจัย_บทความวิจัย_ข้อห้ามงานวิจัย_ทำงานวิจัย_หัวข้อวิจัย การท่องเที่ยว_วิจัยหัวข้อ_ บทคัดย่องานวิจัย_Abtract งานวิจัย_งานทีสิส_วางแผนงานทีสิส

บทความนี้ เราจะแนะนำ 5 ลำดับขั้นตอนในการเขียนบทนำที่เข้าใจง่าย เพื่อให้การทำงานวิจัยในบทที่ 1 สำเร็จได้โดยเร็ว

1. ที่มาและความสำคัญของปัญหา

ส่วนแรกของบทนำ จะเป็นการกล่าวถึงที่มาและความสำคัญของปัญหา คือ การกล่าวถึงสภาพปัจจุบัน เป็นสภาพทั่วไปในสิ่งที่สนใจทำการศึกษาโดยรวมเป็นอย่างไรก่อนที่จะกล่าวถึงปัญหาและสาเหตุของปัญหาที่เกิด

จากนั้นจะเป็นการระบุถึงแนวทางแก้ไขปัญหา และทำการสรุปที่มาและความสำคัญของปัญหา รวมถึงการกล่าวสรุปถึงวัตถุประสงค์ของการทำวิจัย 

2. วัตถุประสงค์ของการทำวิจัย

การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัย เป็นการกล่าวถึงคำถามที่นำไปสู่คำตอบของปัญหาการวิจัยในหัวข้อเรื่องนั้นๆ ระบุหรือกำหนดประเด็นในการทำวิจัย

เพราะถ้าหากคุณไม่มีระบุขอบเขตในการทำงานวิจัยให้ชัดเจน จำส่งผลต่อกระบวนการที่เหลือของงานวิจัยของคุณที่ทำให้เกิดความคาดเคลื่อนในการทำงาน และผลลัทพ์ของงสนวิจัยได้ 

3. ขอบเขตของการทำวิจัย

การกำหนดขอบเขตของการวิจัย กล่าวถึงสิ่งที่ผู้วิจัยกำหนดจำเพาะเจาะจง ว่าสิ่งใดต้องการทำและสิ่งใดที่ไม่ต้องการทำวิจัยในหัวข้อเรื่องนั้นๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นหลักในหัวข้อเรื่องนั้นๆ ประชากรในการวิจัย พื้นที่ที่ใช้การวิจัย ระยะเวลาที่ทำการศึกษาวิจัย และตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย เพื่อให้ผู้วิจัยและผู้อ่านเข้าใจถึงประเด็นปัญหาในการวิจัยได้มากยิ่งขึ้น 

4. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

เขียนเรียบเรียงจากวัตถุประสงค์ของการวิจัย หรือขอบเขตของการทำวิจัยที่ได้ทำการศึกษาเพื่อเสนอแนวทางให้เห็นผลลัพธ์ของงานวิจัย และเป็นประโยชน์ที่ในการนำไปใช้ในการทำงาน

 5. นิยามศัพท์เฉพาะ

คำนิยามศัพท์เฉพาะ เพื่อสื่อสารคำและข้อความที่ใช้ในงานวิจัยในหัวข้อเรื่องนั้นๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องและตรงกัน ทำให้เกิดความชัดเจนในต่างๆช่องทางติดต่อ
Tel: 0924766638 คุณอาจุ้ย
อีเมล: ichalermlarp@gmail.com
LINE: @impressedu
(หยุดทุกวันอาทิตย์)