แต่ถ้า "ไม่มีเวลา" ให้เราช่วยดูแลให้ไหม?
ในการทำวิจัยเชิงปริมาณ “ระดับนัยสำคัญทางสถิติ” เป็นแนวคิดสำคัญที่นักวิจัยแทบทุกคนต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการทดสอบสมมติฐาน การวิเคราะห์ความแตกต่าง หรือการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ คำถามที่พบบ่อยคือ ควรใช้ระดับนัยสำคัญเท่าใด ระหว่าง ระดับ .05 ระดับ .01 และระดับ .001 และแต่ละระดับมีความหมายแตกต่างกันอย่างไร
นักศึกษาและนักวิจัยจำนวนไม่น้อยมักใช้ระดับ .05 เป็นค่าเริ่มต้นโดยอัตโนมัติ โดยไม่ได้ทำความเข้าใจความหมายเชิงลึก หรือเหตุผลว่าทำไมบางงานจึงควรใช้ระดับ .01 หรือ .001 แทน การเลือกใช้ระดับนัยสำคัญอย่างไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การตีความผลที่คลาดเคลื่อน หรือการสรุปผลที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของงานวิจัย
บทความนี้จะอธิบาย ความแตกต่างของระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 ระดับ .01 และระดับ .001 อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ความหมายพื้นฐาน หลักการทางสถิติ เหตุผลในการเลือกใช้ ตัวอย่างการตีความผล ไปจนถึงข้อควรระวัง เพื่อช่วยให้คุณใช้ระดับนัยสำคัญได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับงานวิจัยของคุณ
ระดับนัยสำคัญทางสถิติคืออะไร
ระดับนัยสำคัญทางสถิติ (Significance Level) มักเขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ α (alpha) หมายถึง ความน่าจะเป็นสูงสุดที่นักวิจัยยอมรับได้ในการปฏิเสธสมมติฐานศูนย์ ทั้งที่สมมติฐานศูนย์นั้นเป็นจริง
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระดับนัยสำคัญคือ
“ระดับความเสี่ยงที่นักวิจัยยอมรับได้ในการสรุปผลผิดพลาด”
ระดับนัยสำคัญจึงเป็นเกณฑ์ที่ใช้เปรียบเทียบกับค่า p-value จากการทดสอบทางสถิติ หากค่า p-value น้อยกว่าหรือเท่ากับระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ นักวิจัยจะสรุปว่า ผลการทดสอบมีนัยสำคัญทางสถิติ
ความสัมพันธ์ระหว่างระดับนัยสำคัญและ p-value
ในการรายงานผลวิจัย นักวิจัยมักกล่าวว่า
-
“ผลการวิจัยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05”
-
“มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01”
-
“มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001”
ข้อความเหล่านี้หมายความว่า ค่า p-value ที่ได้จากการวิเคราะห์ มีค่าน้อยกว่าระดับนัยสำคัญที่กำหนดไว้ เช่น
-
p ≤ .05
-
p ≤ .01
-
p ≤ .001
ยิ่งระดับนัยสำคัญต่ำเท่าใด ยิ่งต้องการหลักฐานที่เข้มงวดมากขึ้นในการปฏิเสธสมมติฐานศูนย์
ทำไมต้องมีหลายระดับนัยสำคัญ
การมีหลายระดับนัยสำคัญ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนถึงระดับความเข้มงวดในการตัดสินใจของนักวิจัย งานวิจัยบางประเภทอาจยอมรับความเสี่ยงในการสรุปผิดพลาดได้มากกว่า ขณะที่งานบางประเภทต้องการความแม่นยำสูงมาก
ดังนั้น ระดับนัยสำคัญจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิจัย
-
ควบคุมความเสี่ยงในการตัดสินใจ
-
ปรับความเข้มงวดให้เหมาะกับบริบทของงาน
-
สื่อสารความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย
ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 คืออะไร
ความหมายของระดับ .05
ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 หมายความว่า นักวิจัยยอมรับความเสี่ยงในการปฏิเสธสมมติฐานศูนย์ผิดพลาดได้ไม่เกิน 5% หรือ 5 ครั้งใน 100 ครั้ง
ในทางปฏิบัติ หมายถึง หากค่า p-value ≤ .05 นักวิจัยจะสรุปว่าผลการวิจัยมีนัยสำคัญทางสถิติ
เหตุผลที่ระดับ .05 ได้รับความนิยม
ระดับ .05 เป็นระดับที่นิยมใช้มากที่สุดในงานวิจัยด้านสังคมศาสตร์ การศึกษา และพฤติกรรมศาสตร์ เนื่องจาก
-
เป็นจุดสมดุลระหว่างความเข้มงวดและความยืดหยุ่น
-
ไม่เข้มงวดจนเกินไปสำหรับงานวิจัยเชิงมนุษย์
-
เป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย
ตัวอย่างการตีความ
หากผลการทดสอบได้ p = .03 และกำหนดระดับนัยสำคัญที่ .05 นักวิจัยสามารถสรุปว่า
ผลการวิจัยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .01 คืออะไร
ความหมายของระดับ .01
ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .01 หมายถึง นักวิจัยยอมรับความเสี่ยงในการสรุปผิดพลาดได้ไม่เกิน 1% หรือ 1 ครั้งใน 100 ครั้ง
กล่าวได้ว่า เป็นระดับที่เข้มงวดกว่าระดับ .05 ถึง 5 เท่า
เหตุผลในการใช้ระดับ .01
ระดับ .01 มักใช้ในกรณีที่
-
งานวิจัยมีผลกระทบสูง
-
ต้องการความน่าเชื่อถือมากขึ้น
-
ต้องการลดโอกาสการสรุปผลผิดพลาด
ตัวอย่างการตีความ
หากค่า p = .008
-
มีนัยสำคัญที่ระดับ .01
-
มีนัยสำคัญที่ระดับ .05
แต่หาก p = .03
-
มีนัยสำคัญที่ระดับ .05
-
ไม่มีนัยสำคัญที่ระดับ .01
ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .001 คืออะไร
ความหมายของระดับ .001
ระดับนัยสำคัญที่ระดับ .001 หมายถึง นักวิจัยยอมรับความเสี่ยงในการปฏิเสธสมมติฐานศูนย์ผิดพลาดได้ไม่เกิน 0.1% หรือ 1 ครั้งใน 1,000 ครั้ง
ถือเป็นระดับที่เข้มงวดมากที่สุดในบรรดาระดับที่นิยมใช้ทั่วไป
เหตุผลในการใช้ระดับ .001
ระดับ .001 มักใช้ในงานที่
-
ต้องการความแม่นยำสูงมาก
-
มีผลกระทบรุนแรงหากสรุปผิดพลาด
-
ต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แข็งแรง
ตัวอย่างการตีความ
หากค่า p = .0005
นักวิจัยสามารถสรุปว่า
ผลการวิจัยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับ .05 .01 และ .001
| ระดับนัยสำคัญ | ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ | ความเข้มงวด | การใช้งานทั่วไป |
|---|---|---|---|
| .05 | 5% | ปานกลาง | งานวิจัยทั่วไป |
| .01 | 1% | สูง | งานที่ต้องการความน่าเชื่อถือเพิ่ม |
| .001 | 0.1% | สูงมาก | งานที่ต้องการหลักฐานเข้มงวดมาก |
จากตารางจะเห็นว่า ยิ่งระดับนัยสำคัญต่ำเท่าใด โอกาสที่จะพบผล “มีนัยสำคัญ” จะยิ่งยากขึ้น
ระดับนัยสำคัญสัมพันธ์กับข้อผิดพลาดแบบที่ 1 อย่างไร
ข้อผิดพลาดแบบที่ 1 (Type I Error) คือ การปฏิเสธสมมติฐานศูนย์ ทั้งที่สมมติฐานศูนย์เป็นจริง
ระดับนัยสำคัญคือค่าที่กำหนดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดแบบที่ 1
-
ระดับ .05 → โอกาสผิดพลาด 5%
-
ระดับ .01 → โอกาสผิดพลาด 1%
-
ระดับ .001 → โอกาสผิดพลาด 0.1%
ดังนั้น การเลือกระดับนัยสำคัญที่ต่ำลง จะช่วยลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาดแบบที่ 1 แต่ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงของข้อผิดพลาดแบบที่ 2
ควรเลือกใช้ระดับนัยสำคัญระดับใด
ไม่มีระดับนัยสำคัญที่ “ดีที่สุด” สำหรับทุกงานวิจัย การเลือกควรพิจารณาจาก
-
วัตถุประสงค์ของงานวิจัย
-
สาขาวิชา
-
ผลกระทบของการสรุปผิดพลาด
-
มาตรฐานที่สาขานั้นยอมรับ
แนวทางทั่วไป
-
งานวิจัยทางสังคมศาสตร์และการศึกษา → มักใช้ .05
-
งานที่ต้องการความเข้มงวดมากขึ้น → อาจใช้ .01
-
งานที่มีผลกระทบสูงมาก → อาจใช้ .001
ข้อควรระวังในการใช้ระดับนัยสำคัญ
-
ระดับนัยสำคัญไม่ใช่ตัวบ่งชี้ “ความสำคัญเชิงปฏิบัติ”
-
ผลที่มีนัยสำคัญทางสถิติ อาจไม่มีนัยสำคัญทางการใช้งานจริง
-
ไม่ควรเปลี่ยนระดับนัยสำคัญหลังดูผลแล้ว
-
ควรระบุระดับนัยสำคัญไว้ล่วงหน้าในแผนการวิจัย
ตัวอย่างการรายงานผลอย่างถูกต้อง
ตัวอย่างการเขียนรายงานผล เช่น
ผลการวิเคราะห์พบว่า ตัวแปร X มีความสัมพันธ์กับตัวแปร Y อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (p = .008)
การรายงานลักษณะนี้ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจทั้งระดับนัยสำคัญและค่า p-value
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับระดับนัยสำคัญ
-
คิดว่าระดับ .001 “ดีกว่า” เสมอ
-
คิดว่าผลที่ไม่มีนัยสำคัญคือผลที่ไม่มีค่า
-
คิดว่าระดับนัยสำคัญคือความน่าจะเป็นที่สมมติฐานศูนย์เป็นจริง
ความเข้าใจผิดเหล่านี้อาจทำให้การตีความผลวิจัยคลาดเคลื่อน
สรุป
ความแตกต่างของระดับนัยสำคัญที่ระดับ .05 ระดับ .01 และระดับ .001 อยู่ที่ระดับความเข้มงวดในการตัดสินใจและความเสี่ยงในการสรุปผลผิดพลาด ระดับ .05 เป็นมาตรฐานที่นิยมใช้ทั่วไป ระดับ .01 และ .001 ให้ความเข้มงวดมากขึ้นตามลำดับ การเลือกใช้ระดับใดควรพิจารณาจากบริบท วัตถุประสงค์ และผลกระทบของงานวิจัย
การเข้าใจความหมายของระดับนัยสำคัญอย่างถูกต้อง จะช่วยให้นักวิจัยตีความผลได้อย่างมีเหตุผล รายงานผลได้อย่างเป็นมืออาชีพ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับงานวิจัยในระยะยาว