วิธีเขียนบทที่ 2: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่คุณไม่ควรทำ

บทที่ 2: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นบทที่สำคัญบทหนึ่งในการเขียนวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยเชิงวิชาการ เพราะทำหน้าที่อธิบายและเชื่อมโยงแนวคิดและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย รวมถึงช่วยในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย และวิธีการวิจัยที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ จึงมีความสำคัญที่ผู้วิจัยจะต้องเขียนบทที่ 2 ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้วิจัยจำนวนไม่น้อยที่เขียนบทที่ 2 ผิดพลาดหรือทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ส่งผลให้การวิจัยมีความน่าเชื่อถือและคุณภาพลดลง บทความนี้จึงจะกล่าวถึง วิธีเขียนบทที่ 2: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่คุณไม่ควรทำ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

1. ไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบด้าน

การเขียนบทที่ 2 ที่ดี ผู้วิจัยควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจปัญหาการวิจัยอย่างลึกซึ้งและสามารถเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างสมเหตุสมผล ตัวอย่างเช่น หากผู้วิจัยต้องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับประสิทธิภาพการทำงาน ผู้วิจัยควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับความเครียด ประสิทธิภาพการทำงาน และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้สามารถอธิบายและเชื่อมโยงแนวคิดต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

หากผู้วิจัยไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบด้าน อาจส่งผลให้บทที่ 2 มีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องได้ เช่น

  • ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือเชื่อถือไม่ได้ ส่งผลให้การวิจัยมีความน่าเชื่อถือลดลง
  • แนวคิดไม่ครบถ้วนหรือเชื่อมโยงกันไม่สมเหตุสมผล ส่งผลให้การวิจัยขาดความชัดเจนและไม่สามารถอธิบายปัญหาการวิจัยได้อย่างถูกต้อง
  • ขาดการเชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย ส่งผลให้บทที่ 2 ขาดความสำคัญและไม่สามารถช่วยในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย และวิธีการวิจัยที่เหมาะสมได้

ตัวอย่างการเขียนบทที่ 2 ที่ไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบด้าน เช่น

  • ผู้วิจัยสรุปแนวคิดเกี่ยวกับความเครียดเพียงสั้นๆ โดยไม่ได้อธิบายรายละเอียดหรืออ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล
  • ผู้วิจัยนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพียงไม่กี่งานโดยไม่พิจารณาความสำคัญของผลงานวิจัย
  • ผู้วิจัยเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างขาดความสมเหตุสมผล เช่น อธิบายว่าความเครียดส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานทั้งในระดับปานกลางและระดับสูง

ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงการเขียนบทที่ 2 โดยไม่ศึกษาค้นคว้าข้อมูลอย่างรอบด้าน โดยควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดรอบคอบจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการและน่าเชื่อถือ เช่น ตำรา บทความวิชาการ รายงานวิจัย เป็นต้น เพื่อให้สามารถเขียนบทที่ 2 ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์

2. คัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิง

การคัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงเป็นการกระทำที่ผิดจรรยาบรรณทางวิชาการ เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาและเป็นการฉ้อโกงทางวิชาการ ผู้วิจัยควรอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลและแนวคิดที่นำมาใช้ในการเขียนทุกครั้ง เพื่อให้ผู้อ่านสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้

การคัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น

  • การลอกเลียนข้อความหรือเนื้อหาของผู้อื่นมาอย่างตรงๆ โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติม
  • การถอดความข้อความหรือเนื้อหาของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มา
  • การสรุปความหรือสรุปประเด็นของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงแหล่งที่มา

การคัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงอาจส่งผลกระทบต่องานวิจัยได้ดังนี้

  • การวิจัยมีความน่าเชื่อถือลดลง เนื่องจากข้อมูลและแนวคิดที่นำมาใช้ในการวิจัยไม่ถูกต้องหรือเชื่อถือไม่ได้
  • ผู้วิจัยอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
  • ผู้วิจัยอาจถูกตัดสิทธิ์ในการสอบหรือได้รับปริญญา

ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงการคัดลอกผลงานของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิง โดยควรอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลและแนวคิดที่นำมาใช้ในการเขียนทุกครั้ง เพื่อให้การวิจัยมีความน่าเชื่อถือและมีคุณภาพ

3. เขียนบทที่ 2 โดยไม่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย

บทที่ 2: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นบทที่สำคัญบทหนึ่งในการเขียนวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยเชิงวิชาการ เพราะทำหน้าที่อธิบายและเชื่อมโยงแนวคิดและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย รวมถึงช่วยในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย และวิธีการวิจัยที่เหมาะสม

การเขียนบทที่ 2 โดยไม่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัยอาจส่งผลกระทบต่องานวิจัยได้ดังนี้

  • บทที่ 2 ขาดความสำคัญและไม่สามารถช่วยในการกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัย สมมติฐานการวิจัย และวิธีการวิจัยที่เหมาะสมได้
  • ผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจปัญหาการวิจัยและเห็นความสำคัญของการวิจัยได้
  • การวิจัยมีความน่าเชื่อถือลดลง เนื่องจากไม่สามารถอธิบายปัญหาการวิจัยได้อย่างถูกต้อง

ตัวอย่างการเขียนบทที่ 2 โดยไม่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย เช่น

  • ผู้วิจัยอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับความเครียดอย่างละเอียด แต่ไม่ได้เชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงาน
  • ผู้วิจัยนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ศึกษาเกี่ยวกับความเครียด แต่ไม่ได้พิจารณาความสำคัญของผลงานวิจัยต่อประเด็นที่ศึกษา
  • ผู้วิจัยสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย

ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงการเขียนบทที่ 2 โดยไม่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย โดยควรเขียนบทที่ 2 โดยเน้นที่ประเด็นที่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย เช่น

  • อธิบายแนวคิดและประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัยอย่างครบถ้วน
  • นำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ศึกษาเกี่ยวกับประเด็นที่ศึกษา
  • สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยเชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย

ผู้วิจัยควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ในการเขียนบทที่ 2 เพื่อให้บทที่ 2 เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย

  • ปัญหาการวิจัยคืออะไร
  • แนวคิดและประเด็นใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย
  • ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องศึกษาเกี่ยวกับประเด็นใดบ้าง

ผู้วิจัยควรศึกษาค้นคว้าข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อให้สามารถเขียนบทที่ 2 ได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน

4. เขียนบทที่ 2 โดยไม่สรุปประเด็นสำคัญ

การเขียนบทที่ 2 โดยไม่สรุปประเด็นสำคัญอาจส่งผลให้บทที่ 2 ขาดความชัดเจนและไม่สามารถช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยต้องการจะนำเสนอได้

ตัวอย่างการเขียนบทที่ 2 โดยไม่สรุปประเด็นสำคัญ เช่น

  • ผู้วิจัยอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับความเครียดอย่างละเอียด แต่ไม่ได้สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดความเครียด
  • ผู้วิจัยนำเสนอผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ศึกษาเกี่ยวกับความเครียด แต่ไม่ได้สรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลงานวิจัย
  • ผู้วิจัยสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยไม่ได้สรุปประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย

ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงการเขียนบทที่ 2 โดยไม่สรุปประเด็นสำคัญ โดยควรสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยต้องการจะนำเสนอ

ผู้วิจัยควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ในการสรุปประเด็นสำคัญในบทที่ 2

  • ประเด็นสำคัญที่ผู้วิจัยต้องการจะนำเสนอคืออะไร
  • ประเด็นสำคัญเหล่านั้นสามารถสรุปได้อย่างไร

ผู้วิจัยควรเขียนสรุปประเด็นสำคัญอย่างกระชับ เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย

5. ไม่ตรวจทานและแก้ไขบทที่ 2 อย่างรอบคอบ

การไม่ตรวจทานและแก้ไขบทที่ 2 อย่างรอบคอบอาจส่งผลให้บทที่ 2 มีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องได้ เช่น

  • ข้อมูลไม่ถูกต้องหรือเชื่อถือไม่ได้
  • แนวคิดไม่ครบถ้วนหรือเชื่อมโยงกันไม่สมเหตุสมผล
  • ขาดการเชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย
  • ภาษาไม่ชัดเจนหรือกระชับ

ตัวอย่างการเขียนบทที่ 2 ที่ไม่ตรวจทานและแก้ไขอย่างรอบคอบ เช่น

  • ผู้วิจัยเขียนข้อมูลไม่ถูกต้อง เช่น สะกดคำผิด เขียนตัวเลขผิด หรืออ้างอิงแหล่งที่มาไม่ถูกต้อง
  • ผู้วิจัยเขียนแนวคิดไม่ครบถ้วน เช่น อธิบายแนวคิดไม่ชัดเจน ไม่ได้อธิบายรายละเอียด หรือเชื่อมโยงแนวคิดต่างๆ เข้าด้วยกันไม่สมเหตุสมผล
  • ผู้วิจัยเขียนบทที่ 2 โดยไม่เชื่อมโยงกับปัญหาการวิจัย เช่น อธิบายแนวคิดหรือผลงานวิจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาการวิจัย
  • ผู้วิจัยเขียนบทที่ 2 ด้วยภาษาที่ไม่ชัดเจนหรือกระชับ เช่น เขียนประโยคยาวๆ วกวน หรือใช้คำศัพท์ที่เข้าใจยาก

ผู้วิจัยควรหลีกเลี่ยงการเขียนบทที่ 2 โดยไม่ตรวจทานและแก้ไขอย่างรอบคอบ โดยควรตรวจทานและแก้ไขบทที่ 2 อย่างรอบคอบก่อนส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาหรือผู้ทรงคุณวุฒิตรวจทาน เพื่อให้แน่ใจว่าบทที่ 2 เขียนได้อย่างถูกต้องและครบถ้วนตามหลักเกณฑ์

ผู้วิจัยควรพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ในการตรวจทานและแก้ไขบทที่ 2

  • ตรวจทานความถูกต้องของข้อมูลและแนวคิดที่นำมาใช้ในการเขียน
  • ตรวจทานการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างสมเหตุสมผล
  • ตรวจทานความชัดเจนและความกระชับของภาษา

ผู้วิจัยควรให้ผู้อื่นช่วยตรวจทานและแก้ไขบทที่ 2 ของตน เพื่อให้สามารถตรวจพบข้อผิดพลาดหรือบกพร่องได้อย่างครอบคลุม

การเขียนบทที่ 2 ที่ดีจะช่วยให้การวิจัยมีความน่าเชื่อถือและคุณภาพมากขึ้น ผู้วิจัยจึงควรศึกษาและปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในการเขียนอย่างเคร่งครัด พร้อมหลีกเลี่ยง วิธีเขียนบทที่ 2: ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ที่คุณไม่ควรทำ ดังที่กล่าวมาแล้ว