IRR สำคัญอย่างไร? ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม

IRR หรือ Internal Rate of Return เป็นอัตราผลตอบแทนภายในที่คาดหวังของการลงทุน เป็นตัววัดประสิทธิภาพของการลงทุนว่าสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่

IRR สำคัญอย่างไร?

IRR มีความสำคัญต่อการลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนหรือไม่ โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน ถ้า IRR สูงกว่าต้นทุนการลงทุน ก็แสดงว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่า แต่ถ้า IRR ต่ำกว่าต้นทุนการลงทุน ก็แสดงว่าการลงทุนนั้นไม่คุ้มค่า

IRR สำคัญอย่างไร? ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม โดย IRR เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน ซึ่ง ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถช่วยนักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างคุ้มค่า

ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม มีดังนี้

ประโยชน์ที่ 1: ช่วยตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม

IRR เป็นเครื่องมือที่ช่วยประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนได้อย่างแม่นยำ โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน ทำให้นักลงทุนสามารถตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนหรือไม่

IRR ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม เพราะ IRR จะบอกให้นักลงทุนรู้ว่าการลงทุนนั้นสามารถสร้างผลตอบแทนได้คุ้มค่ากับเงินลงทุนหรือไม่ โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน ถ้า IRR สูงกว่าต้นทุนการลงทุน ก็แสดงว่าการลงทุนนั้นคุ้มค่า แต่ถ้า IRR ต่ำกว่าต้นทุนการลงทุน ก็แสดงว่าการลงทุนนั้นไม่คุ้มค่า

ยกตัวอย่างเช่น คุณมีทุน 100,000 บาท และกำลังพิจารณาลงทุนในโครงการ A และ B โดยโครงการ A มีอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง 12% ต่อปี และโครงการ B มีอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง 10% ต่อปี จากการพิจารณา IRR ของทั้งสองโครงการพบว่า IRR ของโครงการ A อยู่ที่ 12% ต่อปี และ IRR ของโครงการ B อยู่ที่ 10% ต่อปี ดังนั้น การลงทุนในโครงการ A คุ้มค่ากว่าการลงทุนในโครงการ B เพราะโครงการ A มีอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่าโครงการ B

IRR จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยนักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน โดยนักลงทุนควรใช้ IRR ประกอบกับการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงของการลงทุน ผลตอบแทนที่คาดหวังในระยะยาว เป็นต้น เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ IRR ยังสามารถนำมาเปรียบเทียบการลงทุนหลายประเภท เพื่อช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนในประเภทใด โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน หากการลงทุนประเภทใดมี IRR สูงกว่า ก็แสดงว่าการลงทุนประเภทนั้นคุ้มค่ากว่า

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังพิจารณาลงทุนในหุ้น กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์ โดยพิจารณาจาก IRR พบว่า หุ้นมี IRR อยู่ที่ 15% ต่อปี กองทุนรวมมี IRR อยู่ที่ 12% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์มี IRR อยู่ที่ 10% ต่อปี ดังนั้น การลงทุนในหุ้นคุ้มค่ากว่าการลงทุนในกองทุนรวมและอสังหาริมทรัพย์

ประโยชน์ที่ 2: ช่วยเปรียบเทียบการลงทุนหลายประเภท

IRR สามารถนำมาเปรียบเทียบการลงทุนหลายประเภท เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าการลงทุนประเภทใดคุ้มค่ากว่ากัน โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน

ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังพิจารณาลงทุนในหุ้น กองทุนรวม และอสังหาริมทรัพย์ โดยพิจารณาจาก IRR พบว่า หุ้นมี IRR อยู่ที่ 15% ต่อปี กองทุนรวมมี IRR อยู่ที่ 12% ต่อปี และอสังหาริมทรัพย์มี IRR อยู่ที่ 10% ต่อปี ดังนั้น การลงทุนในหุ้นคุ้มค่ากว่าการลงทุนในกองทุนรวมและอสังหาริมทรัพย์

IRR ช่วยให้นักลงทุนสามารถเปรียบเทียบการลงทุนหลายประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนในประเภทใด เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรใช้ IRR ประกอบกับการพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ความเสี่ยงของการลงทุน ผลตอบแทนที่คาดหวังในระยะยาว เป็นต้น เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนเป็นไปอย่างรอบคอบ

ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในหุ้นมี IRR อยู่ที่ 15% ต่อปี แต่มีความเสี่ยงสูง ในขณะที่การลงทุนในกองทุนรวมมี IRR อยู่ที่ 12% ต่อปี แต่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น นักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงของการลงทุนประกอบกับ IRR เพื่อให้ตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ IRR ยังสามารถใช้เปรียบเทียบการลงทุนประเภทเดียวกันที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน เช่น การลงทุนในหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ในทำเลเดียวกัน เป็นต้น โดยพิจารณาจาก IRR เพื่อช่วยตัดสินใจได้ว่าควรลงทุนในบริษัทหรือโครงการใด เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าที่สุด

ประโยชน์ที่ 3: ช่วยกำหนดเป้าหมายการลงทุน

IRR สามารถกำหนดเป็นเป้าหมายการลงทุน เพื่อให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการการลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ยกตัวอย่างเช่น คุณตั้งเป้าหมายการลงทุนให้มีเงินเก็บ 1 ล้านบาทภายใน 5 ปี จากการพิจารณา IRR พบว่า การลงทุนในหุ้นมี IRR อยู่ที่ 15% ต่อปี ดังนั้น คุณจะต้องลงทุนในหุ้นให้ได้เงินจำนวน 200,000 บาท ภายใน 2 ปีครึ่ง เพื่อให้มีเงินเก็บ 1 ล้านบาทภายใน 5 ปี

นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว IRR ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านอื่นๆ ได้อีก เช่น ใช้ในการประเมินความคุ้มค่าของโครงการก่อสร้าง โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

ดังนั้น IRR จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อให้สามารถใช้ IRR ได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างประโยชน์ของ IRR

สมมติว่า คุณมีทุน 100,000 บาท และกำลังพิจารณาลงทุนในโครงการ A และ B โดยโครงการ A มีอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง 12% ต่อปี และโครงการ B มีอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง 10% ต่อปี จากการพิจารณา IRR ของทั้งสองโครงการพบว่า IRR ของโครงการ A อยู่ที่ 12% ต่อปี และ IRR ของโครงการ B อยู่ที่ 10% ต่อปี ดังนั้น การลงทุนในโครงการ A คุ้มค่ากว่าการลงทุนในโครงการ B เพราะโครงการ A มีอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่าโครงการ B

นอกจากนี้ IRR ยังสามารถใช้เปรียบเทียบการลงทุนหลายประเภทได้ เช่น การลงทุนในหุ้น การลงทุนในกองทุนรวม การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน หากการลงทุนประเภทใดมี IRR สูงกว่า ก็แสดงว่าการลงทุนประเภทนั้นคุ้มค่ากว่า

สรุป

IRR สำคัญอย่างไร? ประโยชน์ที่ไม่ควรมองข้าม สรุปได้ว่า IRR เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนที่คาดหวังเทียบกับต้นทุนการลงทุน ซึ่งประโยชน์ของ IRR นั้นไม่ควรมองข้าม เพราะสามารถช่วยนักลงทุนตัดสินใจลงทุนได้อย่างคุ้มค่า